รับไม้ต่อจาก เป๊ป ที่แมนฯ ซิตี้… ภารกิจสุดท้าทายของ เอ็นโซ มาเรสกา

การก้าวขึ้นมารับตำแหน่งผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่อจาก เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ถือเป็นหนึ่งในภารกิจที่ยากที่สุดในโลกฟุตบอลยุคปัจจุบัน เอ็นโซ มาเรสกา (Enzo Maresca) กุนซือชาวอิตาเลียน ผู้เคยเป็นมือขวาคู่ใจพาเรือใบสีฟ้าคว้าทริปเปิลแชมป์ในฤดูกาล 2022–23 ได้หวนกลับสู่ถิ่นเอติฮัด สเตเดียม อีกครั้งในฐานะนายใหญ่เต็มตัว

เกียรติยศที่มาพร้อมแรงกดดันมหาศาล

มาเรสกา เปิดใจถึงบทบาทใหม่นี้ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า การสานงานต่อจากเป๊ปอาจเปรียบเสมือน “งานที่เป็นไปไม่ได้” (Impossible Job) เนื่องจากมาตรฐานอันสูงลิบลิ่วที่กุนซือชาวกาตาลันได้สร้างไว้ตลอดระยะเวลาหนึ่งทศวรรษ อย่างไรก็ตามในมุมมองของเขาโอกาสครั้งนี้ก็ถือเป็น “เกียรติอย่างยิ่ง” (Great Privilege) สำหรับผู้จัดการทีมทุกคนในโลกฟุตบอล

รอยเท้าที่ก้าวตามยาก: ยุครุ่งเรืองของเรือใบสีฟ้าภายใต้เป๊ป

สาเหตุที่มาเรสกาและสื่อมวลชนทั่วโลกมองว่าตำแหน่งนี้คือ “งานที่เป็นไปไม่ได้” มาจากสถิติอันเกรียงไกรที่ กวาร์ดิโอลา ฝากไว้ เป๊ป พาทีมคว้าถ้วยรางวัลใหญ่ถึง 17 รายการ ซึ่งรวมถึงแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัย และถ้วยยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก พร้อมสร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดอังกฤษ 4 สมัยติดต่อกัน

มาตรฐานของ เป๊ป ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องถ้วยรางวัล แต่ยังรวมถึงการปฏิวัติสไตล์การเล่นแบบ Position Play ที่ส่งอิทธิพลไปทั่วโลก ผู้จัดการทีมทุกคนที่จะมารับช่วงต่อจะถูกนำไปเปรียบเทียบตั้งแต่ผลการแข่งขัน 10 นัดแรก ซึ่งเป็นแรงกดดันมหาศาลที่แทบจะหาผู้รอดชีวิตได้ยาก แต่ มาเรสกา เองไม่ได้รู้สึกกดดันอะไร

จากมือขวาทริปเปิลแชมป์ สู่การสร้างอัตลักษณ์ใหม่

เส้นทางอาชีพของ มาเรสกา นั้นผูกพันกับแมนฯ ซิตี้ อย่างลึกซึ้ง ก่อนจะขยับขึ้นเป็นผู้ช่วยของเป๊ปในชุดทริปเปิลแชมป์ ประสบการณ์ดังกล่าวช่วยให้เขาซึมซับดีเอ็นเอของสโมสรได้อย่างเต็มที่ ก่อนจะไปพิสูจน์ฝีมือด้วยการพาเลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์แชมเปียนชิพ และพาเชลซีคว้าแชมป์ฟุตบอลสโมสรโลก (Club World Cup)

แม้จะก้าวขึ้นเป็นนายใหญ่คนใหม่ แต่ มาเรสกา รู้ดีว่าเขาไม่สามารถเลียนแบบเป๊ปได้ทั้งหมด ก่อนเข้ารับตำแหน่ง เขาได้เข้าพบ เป๊ป ที่บาร์เซโลนาเพื่อหารือ และแลกเปลี่ยนมุมมอง ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดหลังจากนี้คือการใส่แท็กติกและอัตลักษณ์ของตนเองลงไปในทีม พร้อมนำพาสโมสรผ่านช่วงเวลาผลัดใบให้ได้

เงาของอดีต และบททดสอบขั้นสูงสุด

คำกล่าวของ เอ็นโซ มาเรสกา สะท้อนถึงความเคารพอย่างสูงต่อ เป๊ป กวาร์ดิโอลา การสืบทอดตำแหน่งต่อจากกุนซือระดับตำนานอาจเป็นภาระอันหนักอึ้งที่มีเงาของความสำเร็จในอดีตพาดผ่าน แต่มันก็คือบททดสอบขั้นสูงสุดในชีวิตการคุมทีม ที่หากทำสำเร็จ เขาจะถูกจารึกชื่อในฐานะผู้สานต่อยุคสมัยแห่งความยิ่งใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

อี คัง-อิน ออกอาการเขินจัด ๆ เมื่อต้องโพสต์ท่าถ่ายภาพร่วมกับสาว ๆ Rescene

ซูเปอร์สตาร์ทีมชาติเกาหลีใต้ออกอาการเขินจัด ๆ หลังต้องถ่ายภาพร่วมกับวงเกิร์ลกรุ๊ปดาวรุ่งของประเทศ

ระดับนี้ยังเขิน
เมื่อวานนี้ แอตเลติโก้ มาดริด ลงสนามพบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในแมตช์อุ่นเครื่องรายการพิเศษ “2026 Coupang Play Series” ที่สนามโซล เวิลด์คัพ สเตเดี้ยม ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งผลปรากฎว่าเป็นทีมเรือใบสีฟ้าที่ชนะไป 3-1

นอกเหนือจากผลการแข่งขัน และไฮไลท์สำคัญอย่างการประเดิมสนามนัดแรกให้ทัพตราหมีของ อี คัง-อิน ท่ามกลางแฟนบอลประเทศบ้านเกิดแล้ว เกมนี้ยังมีอีเวนท์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย

ไม่ว่าจะเป็น ซาน จากวง ATEEZ ที่มาเต้นท่าเด้งอกในเพลง BAD บริเวณกลางสนามก่อนเริ่มเกม แถมช่วงพักครึ่งก็ยังมีการแสดง Halftime Show จาก 5 สาว Rescene วงเกิร์ลกรุ๊ปดาวรุ่งมาแรงของเกาหลีใต้อีกด้วย

ซึ่งก่อนที่สาว ๆ Rescene จะขึ้นแสดง พวกเธอทั้ง 5 ก็ได้มีโอกาสไปถ่ายภาพร่วมกับ อี คัง-อิน ที่เป็นดั่งพระเอกในค่ำคืนนี้ โดยภาพแรกก็เป็นแค่การยืนปกติ แต่แอคชั่นต่อมาพวกเธอทำมือ 2 นิ้วแล้วยื่นมือมาข้างหน้า

เมื่อเห็นสมาชิกวง Rescene พร้อมใจกันโพสต์ท่านี้ อี คัง-อิน ก็ถึงกับส่ายหัว ก่อนจะโพสต์ท่าตามสาว ๆ แบบเขิน ๆ จนเกิดเป็นคลิปไวรัลน่ารัก ๆ ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะบอกลากันเพื่อไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป

สำหรับ อี คัง- อิน ย้ายจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง มาอยู่กับ แอต.มาดริด ด้วยค่าตัว ประมาณ 40 ล้านยูโร โดยจะสวมเบอร์ 7 ต่อจาก อองตวน กรีซมันน์ พร้อมกลายเป็นนักเตะชาวเกาหลีใต้คนแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

ไขข้อสงสัย : ทำไม อิเฟียนี เอ็นดุกเว ถึงยังไม่สามารถลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล ชุดใหญ่ได้?

ท่ามกลางปัญหาขาดแคลนผู้เล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟของ ลิเวอร์พูล ‘อิเฟียนี เอ็นดุกเว’ ได้กลายเป็นแสงสว่างในแนวรับให้กับหงส์แดง หลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงปรีซีซั่น

อย่างไรก็ตาม แม้กองหลังวัย 18 ปีรายนี้จะมีผลงานเข้าตาตลอดช่วงปรีซีซั่นมากขนาดไหน แต่เขาจะไม่สามารถลงเล่นให้ทีมของ อันโดนี่ อิราโอล่า ได้ จนกว่าปี 2027 เป็นอย่างน้อยด้วยเหตุผลบางประการ

เพราะอะไร อิเฟียนี เอ็นดุกเว ยังไม่สามารถเล่นเกมเป็นทางการให้ ลิเวอร์พูล ได้ แม้จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงปรีซีซั่น? ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ที่นี่

ทำไม อิเฟียนี เอ็นดุกเว ถึงยังไม่สามารถลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล ชุดใหญ่ได้?
ลิเวอร์พูล บรรลุข้อตกลงคว้าตัว อิเฟียนี เอ็นดุกเว มาจาก ออสเตรีย เวียนา ตั้งแต่ต้นปี 2026 ที่ผ่านมา และย้ายมาร่วมทีมอย่างเป็นทางในเดือนกรกฎาคม ก่อนจะได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอในช่วงปรีซีซั่น

ทว่ากองหลังชาวออสเตรียรายนี้จะยังไม่สามารถลงเล่นเกมอย่างเป็นทางการให้ ลิเวอร์พูล ได้ ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะตอนที่เขาย้ายมาร่วมทีมเขามีคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับการขอใบอนุญาตทำงานในสหราชอาณาจักร

ในปีก่อนหน้านี้ เอ็นดุกเว อาจมีโอกาสได้ใช้โควตาผู้เล่นประเภท Elite Significant Contribution (ESC) ซึ่งเป็นโควตาพิเศษสำหรับนักเตะที่ไม่ผ่านเกณฑ์ Governing Body Exemption (GBE) ตามระบบการคิดคะแนนปกติ

แต่กฎใหม่ในฤดูกาลนี้ได้กำหนดจำนวนโควตา ESC สูงสุดของแต่ละสโมสรในพรีเมียร์ลีก โดยอิงจากจำนวนการลงสนามในระดับทีมชาติของผู้เล่นที่มีคุณสมบัติเป็นนักเตะที่พัฒนาในอังกฤษ (English-Qualified Players หรือ EQP)

ด้วยเหตุนี้โควตาของ ลิเวอร์พูล จึงลดลงหนึ่งตำแหน่งเมื่อเทียบกับฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งสาเหตุมาจากการตัดสินใจขาย จาเรลล์ ควอนซาห์ กองทีมชาติอังกฤษไปให้กับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น

ซึ่งทางด้าน มอร์ ทัลลา เอ็นดิเย กองหลังชาวเซเนกัลที่ย้ายมาจาก อามิติ เอฟซี คือผู้คว้าโควตา ESC ที่ว่างอยู่นี้ไปครอง หลังจากย้ายมาร่วมทีมในเดือนมกราคมเมื่อเขาอายุครบ 18 ปี ในขณะที่ เอ็นดุกเว เพิ่งจะอายุครบ 18 ปี ในเดือนมีนาคม ทำให้เขาสามารถย้ายมาร่วมทีมได้ในช่วงซัมเมอร์นี้เท่านั้น

นั่นหมายความว่า เอ็นดุกเว จะยังไม่มีสิทธิ์ลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล จนกว่าจะถึงปี 2027 เป็นอย่างเร็วที่สุด และจำเป็นต้องถูกปล่อยยืมตัวไปเล่นให้กับสโมสรอื่นหากต้องการลงสนามในระดับทีมชุดใหญ่

“ตอนนี้กำลังหาสโมสรที่ต้องการจะยืมตัว เอ็นดุคเว ไปใช้งาน เพื่อให้เขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์การลงเล่นในเกมระดับสูง” เอเยนต์ของเขาเปิดเผยกับ Sky Sports Austria

“แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แต่เรามองว่าสถานการณ์นี้เป็นโอกาสอันดีสำหรับ เอ็นดุคเว โดยตอนนี้มีหลายสโมสรชั้นนำแสดงความสนใจอย่างที่จะยืมตัวเขาไปร่วมทีมอย่างจริงจัง”

เล่นกีฬาเพื่อรักษาโรคร้าย : เมื่อจุดเริ่มต้นบนถนนลูกหนังของ บรูโน่ กิมาไรส์ เกิดจากคำสั่งแพทย์

เด็กผู้ชายชาวบราซิลส่วนใหญ่เกิดมาพร้อมกับความฝันในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพและติดทีมชาติบราซิลชุดใหญ่ แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถทำตามฝันนั้นได้สำเร็จ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “บรูโน่ กิมาไรส์”

แม้ว่าทุกวันนี้ กิมาไรส์ จะได้เป็นนักเตะอาชีพสมใจ แต่แท้จริงแล้วจุดเริ่มต้นเส้นทางลูกหนังของเขาไม่ได้เริ่มมาจากความฝันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันเกิดจากคำแนะนำของแพทย์ที่ต้องการให้เขาเล่นกีฬาเพื่อรักษาอาการปวดบอม

เรื่องราวในวัยเด็กของ บรูโน่ กิมาไรส์ เป็นอย่างไรบ้าง? ติดตามได้ที่นี่

เล่นกีฬาเพื่อรักษาโรคร้าย
“พ่อแม่เล่าให้ฟังว่าอาการตอนนั้นหนักมากและเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับพวกท่าน” บรูโน่ กิมาไรส์ ย้อนเรื่องราววัยเด็กตั้งแต่ยังจำความไม่ได้…

ย้อนกลับไปตอนที่ บรูโน่ กิมาไรส์ ลืมตาดูโลก เขาถูกตรวจพบว่ามีอาการปอดบวมตั้งแต่อายุเพียงขวบเดียวเท่านั้น ก่อนที่อาการจะกลับมาอีกครั้งตอนอายุ 3 ขวบ ทางแพทย์จึงได้แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ของเขาพาไปเล่นกีฬาเพื่อช่วยในการฟื้นตัว

แรกเริ่มเดิมทีครอบครัวได้พา กิมาไรส์ ไปเล่นกีฬาว่ายน้ำ ซึ่งถึงแม้การว่ายน้ำจะช่วยแก้ปัญหาสุขภาพได้ตามวัตถุประสงค์ของแพทย์ แต่เจ้าหนู กิมาไรส์ กลับไม่ชื่นชอบมันซะเลย จนต้องอ้อนคุณแม่เพื่อขอเปลี่ยนไปเล่นกีฬาฟุตบอลแทน

“ผมมีวัยเด็กที่ยอดเยี่ยมมาก ผมใช้โอกาสที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด และแทบไม่มีอุปสรรคอะไรเลย” ดาวเตะแซมบ้าเผยผ่านเว็บไซต์ newcastleunited.com

“จริง ๆ แล้วผมเริ่มเล่นกีฬาก็เพราะอาการป่วย ตอนอายุประมาณ 3 ขวบ ผมเป็นโรคปอดบวม หมอเลยแนะนำให้พ่อแม่พาผมไปฝึกเล่นกีฬา สิ่งแรกที่แม่ทำคือส่งผมไปเรียนว่ายน้ำอยู่ประมาณปีครึ่ง ผมเลยไปว่ายน้ำแทนที่จะได้เล่นฟุตบอล”

“ผ่านไปประมาณหนึ่งปี ผมบอกแม่ว่าผมไม่ค่อยชอบว่ายน้ำเท่าไหร่และอยากเล่นฟุตบอลมากกว่า แม่เลยติดต่ออคาเดมีของสโมสรวาสโก ให้ ตอนนั้นเราอาศัยอยู่ที่ย่านเซา คริสโตวาว ครั้งแรกที่ผมได้เล่นฟุตบอลจริง ๆ ก็คือกับทีม วาสโก ดา กามา”

“สรุปคือผมเข้าสู่วงการกีฬาเพราะอาการป่วยจากโรคปอดบวม แต่จุดเริ่มต้นมันคือการว่ายน้ำไม่ใช่ฟุตบอล แม่ไม่ค่อยชอบฟุตบอลเท่าไหร่เพราะพ่อมักจะเล่นฟุตบอลอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นอาการป่วยจึงเป็นสิ่งที่พาผมเข้าสู่เส้นทางนี้ผ่านทางกีฬาว่ายน้ำ”

“มันต้องอาศัยความพยายามอย่างหนัก ผมชอบฟุตบอลมากก็จริงแต่ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร เลยต้องทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างหนัก แต่เพราะความชอบที่มีมากนี่แหละที่ทำให้ผมเรียนรู้ได้เร็ว”

“แม่ผมมีพี่น้องตั้ง 11 คน ผมเลยมีลูกพี่ลูกน้องเยอะมาก มันสนุกและดีจริง ๆ ผมเองก็มีเพื่อนเยอะด้วย เรามักจะเล่นฟุตบอลกันตลอด ผมมักจะมีเพื่อนมาค้างที่บ้าน หรือไม่ก็ไปค้างบ้านเพื่อนอยู่บ่อย ๆ”

หลังจากหายจากอาการปวดบอมเป็นปลิดทิ้งและเล่นฟุตบอลอย่างจริงจัง บรูโน่ กิมาไรส์ ก็ได้เข้าไปอยู่ในทีมเยาวชนของ ออแด็กซ์ ริโอ และได้ประเดิมสนามในนามทีมชุดใหญ่ตอนอายุ 17 ปี จน แอตเลติโก้ พาราเนนเซ่ คว้าตัวไปร่วมทีม

จากนั้นการผจญภัยในแผ่นดินยุโรปก็เริ่มขึ้นเมื่อ โอลิมปิก ลียง คว้าตัวเขาไปร่วมทีมเมื่อปี 2020 ก่อนจะยกระดับฝีเท้าจนได้ย้ายมาอยู่กับ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด และ อาร์เซนอล ในเวลาต่อมา อีกทั้งยังสามารถก้าวมาเป็นแข้งคนสำคัญของทีมชาติบราซิลได้อีกด้วย

รู้จัก เดปอร์ติโว มูนิซิปัล : ทีมที่ทำช่องใส่สปอนเซอร์ 1,000 เจ้าไว้บนเสื้อแข่ง

หากพูดถึงเสื้อฟุตบอลที่มีสปอนเซอร์ หลายคนอาจนึกถึงเสื้อที่มีโลโก้ไม่กี่ราย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วโลโก้ของสปอนเซอร์ที่ปรากฎบนเสื้อจะจ่ายหนักจ่ายเต็มให้กับสโมสรนั้น ๆ หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นผู้สนับสนุนหลักนั่นเอง

แต่ไม่ใช่กับ เดปอร์ติโว มูนิซิปัล สโมสรเก่าแก่ของเปรู ที่เลือกทำสิ่งที่แตกต่างออกไป ด้วยการออกแบบเสื้อแข่งที่สามารถรองรับสปอนเซอร์ได้มากถึง 1,000 รายเลยทีเดียว

หากอยากรู้ที่มาที่ไปของไอเดียนี้ของ เดปอร์ติโว มูนิซิปัล ตามอ่านเรื่องราวทั้งหมดต่อได้ที่นี่

จากทีมเก่าแก่สู่เสื้อแข่ง 1,000 สปอนเซอร์

เดปอร์ติโว มูนิซิปัล (Deportivo Municipal) คือหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานของเปรู ก่อตั้งขึ้นในกรุงลิมา และเคยคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศมาแล้ว 4 สมัย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสโมสรต้องลงเล่นอยู่ในลีกระดับดิวิชั่น 3 และกำลังเผชิญกับปัญหาด้านการเงิน

หนึ่งในปัญหาสำคัญคือการสูญเสียผู้สนับสนุนหลักบนเสื้อแข่ง ทำให้สโมสรต้องมองหาวิธีใหม่ในการสร้างรายได้ แทนที่จะพยายามหาสปอนเซอร์รายใหญ่เพียงไม่กี่เจ้า เดปอร์ติโว มูนิซิปัล กลับเลือกเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้ามามีส่วนร่วมแทน

1,000 ช่องบนเสื้อ เปลี่ยนแฟนบอลเป็นผู้สนับสนุน

สโมสรออกแบบเสื้อแข่งใหม่ด้วยลวดลายตารางพิกเซลสีดำและขาวจำนวน 1,000 ช่อง โดยแต่ละช่องสามารถใส่ชื่อหรือโลโก้ของธุรกิจหนึ่งรายลงไปได้

แต่ละช่องมีราคา 60 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 44 ปอนด์ ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กในกรุงลิมาสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเสื้อแข่งของสโมสรได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาลแบบการเป็นสปอนเซอร์หลัก

แนวคิดนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการขายพื้นที่โฆษณาบนเสื้อ แต่ถูกวางให้เป็นเหมือนแคมเปญระดมทุนจากบรรดาผู้ประกอบการที่เป็นแฟนบอลของสโมสร

สปอนเซอร์ได้อะไรจากการร่วมแคมเปญ?

ธุรกิจที่ซื้อพื้นที่บนเสื้อไม่ได้เพียงแค่ได้โลโก้ของตัวเองปรากฏบนชุดแข่งขันเท่านั้น แต่ยังได้รับสถานะเป็นร้านค้าหรือผู้จำหน่ายสินค้าของ เดปอร์ติโว มูนิซิปัล อย่างเป็นทางการ รวมถึงสามารถนำภาพของนักเตะสโมสรไปใช้โปรโมตธุรกิจของตัวเองได้โดยไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์เพิ่มเติม

วิธีนี้จึงทำให้เงินที่แฟนบอลและธุรกิจท้องถิ่นจ่ายเข้ามาไม่ได้เป็นเพียงการบริจาค แต่เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างสโมสรกับผู้ประกอบการในชุมชนด้วย

ระดมทุนได้แล้วกว่า 250,000 โซล

แคมเปญดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างดี โดยสโมสรระบุว่าสามารถระดมทุนได้แล้วประมาณ 254,000 โซลเปรู หรือราว 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นรายได้ก้อนสำคัญสำหรับสโมสรที่กำลังเผชิญปัญหาทางการเงินเลยทีเดียว

แนวคิดของ เดปอร์ติโว มูนิซิปัล จึงน่าสนใจตรงที่สโมสรไม่ได้มองเสื้อแข่งเป็นเพียงพื้นที่สำหรับแบรนด์ใหญ่ แต่เปลี่ยนมันให้กลายเป็นพื้นที่ที่แฟนบอลและธุรกิจรายย่อยสามารถเข้ามาช่วยกันประคับประคองทีมได้

แม้จะไม่ใช่วิธีที่พบเห็นได้ทั่วไปในวงการฟุตบอล แต่เสื้อ 1,000 สปอนเซอร์ของ เดปอร์ติโว มูนิซิปัล ก็สะท้อนให้เห็นว่า ในวันที่สโมสรไม่สามารถพึ่งพาผู้สนับสนุนรายใหญ่เพียงไม่กี่รายได้ การดึงพลังจากคนในชุมชนก็สามารถกลายเป็นอีกหนึ่งทางออกที่น่าสนใจได้เช่นกัน

ตลาดนักเตะเชลซี : ข่าวซื้อขาย, การย้ายทีม อัปเดตล่าสุด

เชลซี ที่ล้มเหลวสุด ๆ กับการจบอันดับที่ 10 เมื่อฤดูกาลที่เพิ่งผ่านพ้นไป ได้ ชาบี อลอนโซ เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ในภารกิจฟื้นคืนชีพสิงหบลูส์ตัวนี้ให้กลับสู่เส้นทางความสำเร็จอีกครั้ง

ด้วยความที่ผู้เล่นหลายรายอาจไม่ได้อยู่ในแผนของกุนซือคนใหม่ อาจทำให้ขาออกน่าสนใจ ขณะที่ขาเข้า เชลซี ที่เป็นทีมเงินถุงเงินถังก็พร้อมทุ่มเงินคว้านักเตะเช่นเดียวกัน

เพื่อไม่ให้พลาดความเคลื่อนไหวของ เชลซี ติดตามข่าวซื้อขาย และการย้ายทีมของผู้เล่น เชลซี ประจำตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์ 2026 ได้ทาง The Sporting News Thailand

อัปเดตตลาดซื้อขายนักเตะเชลซี ฤดูกาล 2026-27

เชลซี

เข้า

  • มาร์โก ปาเลสตรา (อตาลันต้า)
  • โจวานนี่ เควนด้า (สปอร์ติ้ง ลิสบอน)
  • มอร์แกน โรเจอร์ส (แอนตัน วิลล่า)
  • แฮร์ริสัน เบ็ตโตนี่ (วีแกน แอธเลติก)
  • มักซ็องส์ ลาครัวซ์ (คริสตัล พาเลซ)
  • แดนนี่ เวลเบ็ค (ไบรท์ตัน)
  • วาเลนติน บาร์โก (สตารส์บูร์ก)
  • จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (เบรนท์ฟอร์ด)

ออก

  • มาร์ค คูคูเรญา (เรอัล มาดริด)
  • จิมมี-เจย์ มอร์แกน (เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน)
  • ไทริก จอร์จ (เอฟเวอร์ตัน) *ซื้อขาด
  • แฮร์ริสัน เมอร์เรย์-แคมป์เบลล์ (เควี คอร์ไทรจ์) *ยืมตัว
  • อังเดรย์ ซานโตส (แมนฯ ยูไนเต็ด)
  • เจสซี่ เดอร์รี (สปอร์ติ้ง ลิสบอน) *ยืมตัว
  • คริสโตเฟอร์ อาเธอร์ตัน (อิปสวิช ทาวน์) 
  • อเลฮานโดร การ์นาโช (แอสตัน วิลล่า) *ยืมตัว
  • แม็กซ์ เมอร์ริค (ฮาร์ทพูล) *ยืมตัว
  • เจเนซิส อันท์วี่ (สตารส์บูร์ก) *ยืมตัว

ตลาดนักเตะสเปอร์ส : ข่าวซื้อขาย, การย้ายทีม อัปเดตล่าสุด

ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ที่ได้ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ มากู้วิกฤติช่วงโค้งสุดท้าย รอดตกชั้นแบบหวุดหวิด หลังต้องลุ้นจนถึงนัดสุดท้าย ทำให้ตลาดรอบนี้พวกเขาต้องเสริมทัพให้ดีกว่าเดิม

โดยพวกเขาเสริมทัพแบบบ่าระห่ำ โดยเฉพาะ 2 บิ๊กดีลแดนกลางอย่าง มาเตอุส เฟอร์นานเดส และ ซานโดร โตนาลี ที่ค่าตัวรวมกันเกือบ 200 ล้านปอนด์

เพื่อไม่ให้พลาดความเคลื่อนไหว ติดตามข่าวซื้อขาย และการย้ายทีมของผู้เล่น ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ประจำตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์ 2026 ได้ทาง The Sporting News Thailand

อัปเดตตลาดซื้อขายนักเตะสเปอร์ส ฤดูกาล 2026-27

เข้า

  • แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน (ลิเวอร์พูล)
  • มาร์กอส เซเนเซี (บอร์นมัธ)
  • ยาน พอล ฟาน เฮคเค่อ (ไบรท์ตัน)
  • มาร์ติน ดูบราฟกา (เบิร์นลีย์)
  • มาเตอุส เฟอร์นานเดส (เวสต์แฮม ยูไนเต็ด)
  • ซานโดร โตนาลี (นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด)
  • โคล แรมซีย์ (แอสตัน วิลล่า)
  • ออก
  • เจา ปาลินญา *กลับต้นสังกัด
  • อีฟส์ บิสซูม่า
  • อเลโฆ เบลิซ (บาเฮีย)
  • ลูก้า กันเตอร์ (บอร์แฮมวู้ด) *ยืมตัว
  • อัลฟี เดอไวน์ (เปรสตัน นอร์ธ เอนด์)
  • ยูซุฟ อัคฮัมริช (เลย์ตัน โอเรียนต์) *ยืมตัว
  • ลูก้า วูสโควิช (ไบรท์ตัน)
  • ราดู ดรากูชิน (ฟิออเรนตินา) *ยืมตัว
  • ไทแนน ธอมป์สัน (แมนฯ ยูไนเต็ด)
  • เอไลจาห์ อัปสัน (อาร์เซนอล)
  • เบลค ไอโรว์ (เชสฮันต์ เอฟซี) *ยืมตัว

“ลูกผู้ชายต้องรักษาคำพูด” กาบี ย้อมผมชมพูเรืองแสงฉลองแชมป์โลก ยามาล ถึงกับขำน้ำตาไหล

กาบี กองกลางทีมชาติสเปนของบาร์เซโลนา สร้างความฮือฮาบนโลกออนไลน์ หลังเปิดตัวทรงผมสีชมพูนีออนสุดโดดเด่น เพื่อทำตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก

ดาวเตะวัย 22 ปีโพสต์ภาพลุคใหม่ผ่านอินสตาแกรม ประมาณสองสัปดาห์ครึ่งหลังจาก เฟร์ราน ตอร์เรส ทำประตูสำคัญช่วยให้ทีมชาติสเปนคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ โดยทรงผมสีน้ำตาลตามธรรมชาติของกาบีถูกเปลี่ยนเป็นสีชมพูสด พร้อมตัดแต่งเป็นทรงสั้นสุดเท่

ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ กาบีเคยให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ RAC1 ของแคว้นกาตาลุญญาว่า เขาจะย้อมผมเป็นสีชมพูเรืองแสง หากทัพ “กระทิงดุ” สามารถก้าวไปคว้าแชมป์โลกได้

เมื่อถึงเวลาทำตามคำพูด กองกลางบาร์เซโลนาก็โพสต์ภาพพร้อมแคปชั่นภาษาสเปนว่า “Un hombre de palabra” ซึ่งมีความหมายว่า “ลูกผู้ชายรักษาคำพูด”

ยามาลนำทีมเพื่อนร่วมสโมสรแซวกาบี

ลุคใหม่ของกาบีได้รับความสนใจจากเพื่อนร่วมทีมและแฟนบอลจำนวนมาก โดยเฉพาะ ลามีน ยามาล แนวรุกดาวรุ่งของบาร์เซโลนา ซึ่งเข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วยอีโมจิร้องไห้หลายตัว ราวกับกลั้นเสียงหัวเราะกับทรงผมใหม่ของเพื่อนร่วมทีมไม่อยู่

ขณะที่ โทนี มาร์ติน อีกหนึ่งนักเตะจากศูนย์ฝึกลา มาเซีย เข้ามาคอมเมนต์ว่า “NOOOOOOO” แสดงอาการเสียดายผมสีเดิมของกาบีอย่างชัดเจน

การเปิดตัวทรงผมครั้งนี้ยังเกิดขึ้นตรงกับวันเกิดอายุครบ 22 ปีของกาบีพอดี ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินทางกลับไปรายงานตัวฝึกซ้อมกับบาร์เซโลนาที่ศูนย์ฝึกซิวตัต เอสปอร์ตีบา ด้วยลุคใหม่ที่โดดเด่นจนกลายเป็นจุดสนใจทันที

อย่างไรก็ตาม กาบีไม่ใช่นักเตะทีมชาติสเปนเพียงคนเดียวที่ต้องทำตามคำสัญญาหลังคว้าแชมป์โลก เพราะ มาร์ก กูกูเรยา ก็เคยให้คำมั่นเอาไว้ก่อนการแข่งขัน และตัดสินใจสักรูป หลุยส์ เด ลา ฟวนเต กุนซือทีมชาติสเปนลงบนร่างกาย จนแม้แต่ตัวกุนซือเองยังอดแซวไม่ได้ว่า “นายทำพลาดไปหรือเปล่า?”

อนาคตเรอัล มาดริด? ดิโอมองเด ปีกจรวดจากแอฟริกา ที่มีค่าตัวทะลุ 140 ล้านยูโร

กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโลกลูกหนังเมื่อ เรอัล มาดริด คว้าตัว ยาน ดิโอมองเด จาก อาร์แบ ไลป์ซิก ด้วยค่าตัวสูงถึง 140 ล้านยูโร 

ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงทำให้ ดิโอมองเด กลายเป็นผู้เล่นจากแอฟริกาที่มีค่าตัวสูงสุดเท่านั้น แต่ยังทำให้เขาขึ้นไปรั้งอันดับ 4 นักเตะค่าตัวแพงสุดในโลก ตามหลังเพียงแค่ เนย์มาร์, คิลิยัน เอ็มบับเป และ อเล็กซานเดอร์ อิซัค

อย่างไรก็ดี สิ่งที่หลายคนตั้งคำถามคือ ดิโอมองเด เพิ่งจะอายุ 19 ปีเท่านั้น และอยู่ในวงการฟุตบอลอาชีพมาแค่ 3 ปี

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ เรอัล มาดริด ยอมจ่ายขนาดนี้ ติดตามไปพร้อมกัน

แพงสุดในแอฟริกา 

นี่ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของ เรอัล มาดริด ในตลาดนักเตะหน้าร้อนนี้ เมื่อพวกเขาสามารถเบียดแซงได้ทั้ง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง แชมป์ UCL 2 สมัย และ ลิเวอร์พูล คว้าตัว ยาน ดิโอมองเด มาด้วยค่าตัวสูงถึง 140 ล้านยูโร หรือราว 120 ล้านปอนด์ 

นี่เป็นตัวเลขที่มากกว่า มาดริด จ่ายให้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (133 ล้านยูโร หรือราว 115 ล้านปอนด์) เพื่อดึงตัว จู๊ด เบลลิงแฮม มาร่วมทัพเมื่อปี 2023 

ขณะเดียวกัน มันยังทำให้เขากลายเป็นนักเตะแอฟริกาที่ค่าตัวแพงสุดในประวัติศาสตร์ ทำลายสถิติเดิมของ นิโกลาส์ เปเป้ แข้งรุ่นพี่ไอวอรี โคสต์ ตอนย้ายไปอาร์เซนอล ด้วยค่าตัว 72 ล้านปอนด์แบบไม่เห็นฝุ่น  

อันที่จริง ก่อนหน้านี้ ดิโอมองเด เคยได้รับความสนใจจาก ลิเวอร์พูล ที่อยากได้ตัวไปแทนที่ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ที่อำลาทีมไป แต่ข้อเสนอ 69 ล้านปอนด์ของหงส์แดง ก็ถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี เช่นเดียวกับกรณีของ เปเอสเช ที่เงิน 102.5 ล้านปอนด์ก็ยังไม่พอ 

การย้ายมาเล่นในถิ่นเบอร์นาเบว ทำให้ ดิโอมองเด กลายเป็นผู้เล่นคนที่ 6 ภายใต้โค้ชใหม่หน้าเก่าอย่าง โชเซ มูรินโญ หลังได้ตัว แบร์นาโด ซิลวา, อิบราฮิมา โคนาเต, เดนเซล ดุมฟรีส์, มาร์ค กูกูเรยา และ คาร์ลอส เอสปี

“การย้ายมาเล่นให้ มาดริด เป็นเหมือนฝันในวัยเด็กเป็นจริงแล้ว ผมรู้สึกขอบคุณ อาร์แบ ไลป์ซิก ที่ทำให้การย้ายทีมครั้งนี้เกิดขึ้นได้ ทั้งที่ผมยังมีสัญญาอยู่กับทีม” ดิโอมองเด กล่าว

ปีกวัย 19 ปีทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับ ไลป์ซิก เมื่อซีซั่นที่แล้ว หลังทำไป 12 ประตูกับอีก 8 แอสซิสต์ ในลีกสูงสุดเยอรมัน จนได้รับตำแหน่งผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมบุนเดสลีกา 

ขณะที่ในนามทีมชาติ เขาเพิ่งจะประเดิมสนามให้ ไอวอรี โคสต์ เมื่อปี 2025 ก่อนจะกลายเป็นกำลังสำคัญให้บ้านเกิดในฟุตบอลโลก 2026 ลงเล่นครบทั้ง 4 เกม ก่อนจะพ่าย นอร์เวย์ ตกรอบ 32 ทีมสุดท้าย 

ทว่า แม้จะมีผลงานที่น่าสนใจ แต่เขาก็ถือเป็นผู้เล่นที่ประสบการณ์ยังน้อย แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ “ราชันชุดขาว” ยอมจ่ายขนาดนี้ 

ซื้ออนาคต ?

ราวกับเป็นความบังเอิญ เมื่อการประเดิมสนามในทีมชุดใหญ่ครั้งแรกของ ดิโอมองเด เกิดขึ้นในเกมพบกับ เรอัล มาดริด หลังถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองให้ เลกาเนส ในช่วง 4 นาทีสุดท้าย ในเกมลาลีกา ที่พ่ายต่อราชันชุดขาว 3-2 ที่เบอร์นาเบว เมื่อปี 2025 

18 เดือนก่อนหน้านั้น เขาย้ายมาเล่นให้ เลกาเนส แบบไม่มีค่าตัว หลังผ่านการฝึกฝนศาสตร์การเล่นฟุตบอลจากไอวอรี โคสต์ และมาต่อยอดกับ DME Academy หนึ่งในสถาบันกีฬาที่ดีที่สุดของสหรัฐฯ เป็นเวลา 2 ปี 

ดิโอมองเด อาจจะมีผลงานที่ไม่หวือหวา หลังทำไป 2 ประตูกับอีก 1 แอสซิสต์ในซีซั่นแรกกับ เลกาเนส แต่นั่นเพียงพอที่จะทำให้ อาร์แบ ไลป์ซิก เห็นแววความเป็นยอดนักเตะของเขา และตัดสินใจควักกระเป๋าเป็นเงินสูงถึง 20 ล้านยูโร คว้าตัวมาร่วมทีมในฤดูกาล 2025/26 

ทั้งนี้ ไลป์ซิก ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาคิดไม่ผิด เมื่อ ปีกชาวไอวอรี โคสต์ ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมได้ทันที และทำไป 13 ประตูกับอีก 10 แอสซิสต์ในทุกรายการ  

จุดเด่นของ ดิโอมองเด คือความเร็วและการเลี้ยงบอล ขณะเดียวกันเขายังมีความคิดสร้างสรรค์ และอิทธิพลต่อเกมรุกที่ช่วยสร้างโอกาสหรือทำประตูให้ทีมได้บ่อยครั้ง 

นอกจากนี้เขายังเป็นผู้เล่นสารพัดประโยชน์ ที่เล่นในตำแหน่งปีกได้ทั้งสองฝั่ง ทั้งฝั่งซ้ายที่ใช้ทักษะเลี้ยงหนีคู่แข่ง ก่อนอาศัยความเร็วตัดเข้าในเพื่อจบสกอร์ด้วยขวา หรือฝั่งขวาที่ใช้ความเร็วและทักษะครอสบอลเปิดให้เพื่อนร่วมทีมทำประตู 

การมาถึงของ ดิโอมองเด จะช่วยเสริมเกมรุกให้ มาดริด น่ากลัวยิ่งขึ้น โดยเฉพาะริมเส้นทางฝั่งขวา ที่ โรดรีโก ต้องปิดเทอมยาวจากอาการบาดเจ็บที่เอ็นไขว้หน้าหัวเข่า 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำให้ราชันชุดขาวยอมทุ่มเงินระดับ 140 ล้านยูโร คว้าตัวนักเตะวัยเพียง 19 ปีในครั้งนี้ คือความกล้าเล่นกล้าลุย และฝีเท้าที่โดดเด่นเกินวัยของเขา และมันก็เป็นมาตั้งแต่สมัยเยาวชนที่เล่นให้กับ DME Academy

“เขาแตกต่างออกไป” ทอด อีสัน ผู้อำนวยการฟุตบอลของ DME Academy กล่าวกับ The Athletic 

“ไม่ว่าจะเป็นความคิดที่รวดเร็ว ความสามารถเฉพาะตัว การสัมผัสบอล การวิ่งไปกับบอล เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เขาเล่นด้วยความนิ่งและคุมเกมได้ในทุกด้าน” 

นอกจากนี้ มันยังเป็นการซื้ออนาคตของ มาดริด เมื่อพวกเขาเป็นสโมสรที่มักจ่ายเงินมหาศาลเพื่อดึงตัวดาวรุ่งที่มองว่ามีศักยภาพจะเฉิดฉายในอนาคต 

ไม่ว่าจะเป็น เบลลิงแฮม ที่ย้ายมาตอนอายุ 19 ปี ด้วยค่าตัว 103 ล้านยูโร โอเลเรียง ชูอาเมนี ที่มีค่าตัว 80 ล้านยูโร ตอนอายุ 22 ปี ดีน เฮาจ์เซน ที่ย้ายมาตอนอายุ 20 ปีด้วยค่าตัว 59.5 ล้านยูโร ไปจนถึง เอนดริค, วินิซิอุส จูเนียร์ และ โรดรีโก ที่ดึงตัวมาตอนอายุ 18 ปีด้วยค่าตัว 45-47.5 ล้านยูโร เป็นต้น

นี่อาจเป็นหนึ่งในนโยบายของราชันชุดขาว ที่แม้ว่าช่วงหลังจะดร็อปลงไปบ้าง หลังไร้แชมป์ระดับเมเจอร์ติดมือใน 2 ฤดูกาลหลังสุด 

เชื่อว่าการเข้ามาของ ดิโอมองเด น่าจะทำให้พวกเขามีความน่ากลัวในเกมรุกมากขึ้น และสามารถต่อกรกับ บาร์เซโลนา ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ

ตลาดนักเตะแมนยู : ข่าวซื้อขาย, การย้ายทีม อัปเดตล่าสุด

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ ไมเคิล คาร์ริค โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าทึ่งหลังจบอันดับ 3 ได้สิทธิ์ไปยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ทำให้การผ่าตัดทีมครั้งใหญ่อาจเกิดขึ้น

คาเซมิโร คือแข้งคนสำคัญที่แยกทางกับทีมไป ดังนั้นเป้าหมายอันดับ 1 ในซัมเมอร์นี้คือการหากองกลางตัวรับคนใหม่ ซึ่งตอนนี้ก็ได้มาแล้วหนึ่งราย นั่นก็คือ อังเดรย์ ซานโตส ที่ย้ายมาจาก เชลซี ด้วยค่าตัว 48 ล้านปอนด์ 

เพื่อไม่ให้พลาดความเคลื่อนไหวของ “ปีศาจแดง” ติดตามข่าวซื้อขาย และการย้ายทีมของผู้เล่น แมนฯ ยูไนเต็ด ประจำตลาดซื้อขายนักเตะ 2026 ได้ทาง The Sporting News Thailand

อัปเดตตลาดซื้อขายนักเตะแมนยู ฤดูกาล 2026-27

แมนฯ ยูไนเต็ด 

เข้า

  • มาร์คัส แรชฟอร์ด *กลับจากยืมตัว
  • โทบี้ คอลลีเยอร์ *กลับจากยืมตัว
  • อังเดรย์ ซานโตส (เชลซี)
  • คาร์ล ดาร์โลว์ (ลีดส์ ยูไนเต็ด)
  • ยูริ ตีเลอมันส์ (แอสตัน วิลล่า)
  • ไทแนน ธอมป์สัน (สเปอร์ส)

ออก

  • คาเซมิโร
  • ไทเรลล์ มาลาเซีย
  • เจดอน ซานโช
  • ราสมุส ฮอยลุนด์ (นาโปลี) *ซื้อขาด
  • อังเดร โอนาน่า (แทร็บซอนสปอร์) *ยืมตัว
  • เซคู โคเน่ (โลซาน สปอร์ต) *ยืมตัว
  • เอลีห์ แฮร์ริสัน (กรีนน็อค มอร์ตอน) *ยืมตัว