เสียงตะโกนใต้ร่มเงาสีเหลือง: “กล้วยเป่าลม” กับพลังแห่งจิตวิญญาณกองเชียร์แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันฟุตบอลอันเข้มข้น แฟนบอลหลายคนอาจคุ้นเคยกับผืนธง ผ้าพันคอ หรือเสียงร้องเพลงเชียร์ แต่สำหรับกองเชียร์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) แล้ว มีสัญลักษณ์ประหลาดชิ้นหนึ่งที่แปลกตาแต่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง นั่นคือ “กล้วยเป่าลม” (Inflatable Banana) สิ่งของพลาสติกสีเหลืองสดใสที่ถูกชูขึ้นฟ้าและโบกสะบัดบนอัฒจันทร์ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สร้างสีสันธรรมดา แต่คือตัวแทนของประวัติศาสตร์ ความตลกขบขัน และพลังใจที่หลอมรวมแฟนบอลให้เป็นหนึ่งเดียวกันในยามที่ทีมต้องเผชิญหน้ากับความท้าทาย

จุดเริ่มต้นจากความตลก: กำเนิด “Imre Banana” ยุค 80s

ตำนานกล้วยเป่าลมย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 ซึ่งเป็นยุคที่สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังไม่ได้เป็นมหาอำนาจฟุตบอลเหมือนในปัจจุบัน จุดเริ่มต้นเกิดจากแฟนบอลคนหนึ่งชื่อ แฟรงก์ นิวตัน ได้นำกล้วยเป่าลมขนาดมหึมาเข้ามาในอัฒจันทร์สนามเมนโรด

ในขณะนั้น ทีมมีกองหน้าชาวฮังการีชื่อ อิมเร วาราดี้ (Imre Varadi) แฟนบอลจึงเริ่มตะโกนเรียกเขาด้วยชื่อเล่นขำๆ ว่า “Imre Banana” มุกตลกบนอัฒจันทร์นี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว กองเชียร์เริ่มพกตุ๊กตากล้วยเป่าลมมาร่วมชมเกมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ขยายตัวไปทั่ววงการฟุตบอลอังกฤษในยุคนั้น ก่อนจะค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา แต่ยังคงเป็นความทรงจำอันอุ่นหนาฝาคั่งของแฟนบอลรุ่นเก่าเสมอมา

จากมุกตลกสู่สัญลักษณ์แห่ง “ความยืดหยุ่นและยืนหยัด”

กล้วยเป่าลมไม่ได้มีความหมายแค่เรื่องตลก แต่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแฟนบอล “เรือใบสีฟ้า” ในยุคที่สโมสรต้องตกต่ำลงสู่ลีกระดับล่าง ในช่วงทศวรรษ 1990 ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก กองเชียร์ไม่ได้ละทิ้งทีม แต่กลับนำกล้วยเป่าลมและของเป่าลมแปลกๆ ออกมาสร้างบรรยากาศเพื่อแสดงออกว่า พวกเขายังคงมีความสุขและอยู่เคียงข้างสโมสรไม่ว่าจะอยู่ในจุดไหน

การชูกล้วยเป่าลมจึงกลายเป็นข้อความเชิงสัญลักษณ์ที่สื่อว่า “ความรักต่อทีมไม่ได้ขึ้นอยู่กับชัยชนะหรือถ้วยรางวัล” แต่คือการบันเทิงและยืนหยัดเคียงข้างกันในทุกมรสุม

การฟื้นคืนชีพ: พลังในการต่อสู้กับแรงกดดันยุคปัจจุบัน

เมื่อสโมสรต้องเผชิญกับแรงกดดันและประเด็นนอกสนาม เช่น การตรวจสอบกฎการเงินหรือข้อกล่าวหาต่างๆ แฟนบอลแมนฯ ซิตี้ ได้หยิบเอาสัญลักษณ์กล้วยเป่าลมกลับมาใช้อีกครั้ง การนำกล้วยเป่าลมกลับมาโบกสะบัดในสนามเยือนอย่างแอนฟิลด์ หรือเกมเหย้าในพรีเมียร์ลีก คือการส่งสัญญาณว่าแฟนบอลยังคงผูกพันกับรากเหง้าดั้งเดิม และรวมพลังส่งกำลังใจให้ทีมก้าวผ่านทุกอุปสรรค

ผู้จัดการทีมและนักเตะเองก็มองว่า บรรยากาศเช่นนี้สร้างพลังบวกและบรรยากาศอันอบอุ่นที่หลอมรวมสโมสร นักเตะ และแฟนบอลให้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง

กล้วยเป่าลม สัญลักษณ์ที่ไม่เคยดับสูญ

“กล้วยเป่าลม” ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือ มรดกทางวัฒนธรรมกองเชียร์ (Fan Culture) ที่หลอมรวมเสียงหัวเราะ ความรัก ความท้าทาย และจิตวิญญาณแห่งการไม่ยอมแพ้เข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด หรือสโมสรจะยิ่งใหญ่เพียงใด กล้วยสีเหลืองนี้ก็จะยังคงเป็นรอยยิ้มและพลังใจอันเปี่ยมล้นของสาวกเรือใบสีฟ้าตลอดไป

เป็นที่รัก! แฟนบอลกระโดดลงสนามระหว่างเกม เพื่อรีบวิ่งไปกอด โอนาน่า

แฟนบอล 2 คน วิ่งลงไปป่วนในสนาม เพื่อกอดกับ อังเดร โอนาน่า ผู้รักษาประตูตัวยืมของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

กอด โอนาน่า

เป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่ อังเดร โอนาน่า เฝ้าเสาให้กับ แทร็บซอนสปอร์ ทีมดังของตุรกี ในสัญญายืมตัว หลังยังเป็นส่วนเกินของ แมนฯ ยูไนเต็ด

แต่อย่างน้อยการย้ายมาอยู่กับ แทร็บซอนสปอร์ ก็ทำให้ โอนาน่า ได้ลงสนามอย่างสม่ำเสมอเพื่อเรียกฟอร์มเดิมและความมั่นใจกลับคืนมา ซึ่งล่าสุดก็เพิ่งพาต้นสังกัดลงสนามในศึกยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ลีก ด้วยการบุกไปเยือน คูพีเอส ของฟินแลนด์

ในระหว่างเกมก็ได้มีเหตุการณ์ที่เรามักจะเห็นกันบ่อย ๆ ในวงการฟุตบอล คือแฟนบอลที่กระโดดลงมาในสนามเพื่อวิ่งไปหานักเตะที่ตัวเองชื่นชอบ

ซึ่งคราวนี้แฟนบอลทั้ง 2 คน วิ่งตรงไปหน้าปากประตูทีมเยือนเพียงเพื่อจะกอดกับ โอนาน่า ซึ่งตัวนักเตะก็กอดกลับด้วยท่าทีเป็นกันเองมาก ๆ ก่อนจะโดนการ์ดหิ้วไปตามระเบียบ

ส่วนผลการแข่งขันในเกมนี้เป็น แทร็บซอนสปอร์ ที่บุกมาชนะ คูพีเอส 4-2 ซึ่ง โอนาน่า โดนยิงประตูจากลูกเตะมุมในนาที 54 แต่อีก 5 นาทีถัดมาก็เซฟจุดโทษช่วยให้ทีมคว้า 3 คะแนนกลับบ้านได้สำเร็จ

ปัจจุบัน อังเดร โอนาน่า ยังมีสัญญากับ แมนฯ ยูไนเต็ด จนถึงซัมเมอร์ 2027 และจะทำให้เขาย้ายทีมได้แบบไม่มีค่าตัวเมื่อถึงเวลานั้น

ไขข้อสงสัย : ทำไมท่าดีใจปาดคอของ นิโคลัส แจ็คสัน ถึงไม่โดน UEFA แบน?

นิโคลัส แจ็คสัน กองหน้าของ แอสตัน วิลลา กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึง หลังเจ้าตัวทำท่าปาดคอฉลองประตูในเกมที่ต้นสังกัดเปิดบ้านถล่ม เฟเนร์บาห์เช 6-0 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก จนสร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลทีมเยือนจำนวนไม่น้อย

ที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้ ปารีส บรุนเนอร์ กองหน้าของโมนาโก เพิ่งถูกลงโทษแบน 4 นัด จากการทำท่าปาดคอฉลองประตูในลักษณะเดียวกัน แต่สำหรับ แจ็คสัน กลับยังไม่มีการประกาศบทลงโทษใด ๆ จาก UEFA

แล้วเหตุใดท่าดีใจที่ดูคล้ายคลึงกันจึงอาจได้รับการพิจารณาแตกต่างกัน และกฎของ UEFA ระบุเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างไร? ตามหาคำตอบได้ที่นี่

กฎ UEFA ระบุว่าอย่างไรเกี่ยวกับท่าฉลองประตูของ นิโคลัส แจ็คสัน?

แม้พรีเมียร์ลีกจะไม่ได้ลงโทษแจ็คสันจากท่าฉลองประตูดังกล่าว แต่ ปารีส บรุนเนอร์ กองหน้าของโมนาโก กลับเคยถูกลงโทษแบน 4 นัด โดยรอลงอาญา 2 นัด หลังทำท่าปาดคอฉลองประตูในเกมที่เอาชนะสตราส์บูร์ก

บรุนเนอร์อธิบายถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า

“พวกเขา (แฟนบอล) พูดถึงครอบครัวของผม ทั้งแม่และพ่อของผม ผมเห็นคนที่ตะโกนด่าผมได้อย่างชัดเจน ตอนที่ยิงประตูได้มันมีอารมณ์ร่วมมากมาย โดยเฉพาะหลังจากยิงประตูแบบนั้น ผมไม่ได้ต้องการแสดงความไม่เคารพใคร”

“ผมคงไม่พูดว่าเสียใจกับสิ่งที่ทำ แต่นั่นไม่ใช่ข้อความที่ผมต้องการสื่อออกไป ผู้คนเข้าใจมันผิด สิ่งที่ผมต้องการจะบอกก็แค่ว่า ‘เป็นประตูที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ’ เท่านั้น”

บรุนเนอร์ถูกลงโทษโดยคณะกรรมการวินัยของฝรั่งเศส หลังผู้ตัดสินบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวลงในรายงานการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้กรณีของบรุนเนอร์แตกต่างจาก แจ็คสัน คือ บรุนเนอร์ แสดงท่าทางปาดคอไปทางแฟนบอลเจ้าบ้านของสตราส์บูร์กโดยตรง ขณะที่แจ็คสันทำท่าดังกล่าวหันเข้าหากล้องถ่ายทอดสด ไม่ได้หันไปทางอัฒจันทร์ทั้งสองครั้ง

ความแตกต่างนี้มีความสำคัญต่อการพิจารณาตามกติกาฟุตบอลของ IFAB ซึ่ง UEFA นำมาใช้ในการแข่งขัน โดยระบุว่าผู้เล่นต้องไม่ฉลองประตูด้วยพฤติกรรมที่มีลักษณะ ยั่วยุ เยาะเย้ย หรือปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง

ด้วยเหตุนี้ แม้ท่าปาดคอของ แจ็คสัน จะสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่จากลักษณะการแสดงท่าทางที่ไม่ได้มุ่งเป้าไปยังแฟนบอลฝ่ายตรงข้าม จึงยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเขาจะต้องเผชิญกับบทลงโทษจาก UEFA นั่นเอง

ยากเกินจะเข้าใจ! เธียร์โน แบร์รี รับอยู่เอฟเวอร์ตันมาปีกว่ายังฟังสำเนียงสเกาซ์ไม่ออก

กองหน้าตัวเก่งของทีมท็อฟฟี่สีน้ำเงินออกมายอมรับว่าตัวเองแม่อยู่กับทีมมาได้ปีกว่าแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถฟังสำเนียงสเกาซ์ได้ เพราะมันยากเกินกว่าที่คนธรรมดาจะเข้าใจ

อยู่มาเป็นปีก็ยังไม่เข้าใจ

สำหรับแฟนบอลหรือคนที่เรียนภาษาอังกฤษน่าจะรู้กันเป็นอย่างดีว่าสำเนียงที่ถือว่าฟังยากและทำความเข้าใจยากมาก ๆ สำเนียงหนึ่งก็คือสเกาซ์ สำเนียงท้องถิ่นของลิเวอร์พูล

ไม่ว่าคุณจะเก่งภาษาอังกฤษมาจากไหน สื่อสารเก่งแค่ไหน แต่เมื่อมาเจอสำเนียงสเกาซ์เชื่อว่าน่าจะมีไปไม่เป็นกันบ้าง อย่างเคสล่าสุด เธียร์โน แบร์รี กองหน้าของ เอฟเวอร์ตัน ก็ออกมาให้สัมภาษณ์แบบนั้น

แบร์รี ย้ายจาก บียาร์เรอัล มาอยู่กับ เอฟเวอร์ตัน ได้ปีกว่า ๆ แล้ว แต่ล่าสุดเจ้าตัวออกมาเปิดเผยกับทาง BBC ว่าก็ยังไม่เข้าใจวิธีการพูดหรือสำเนียงสเกาซ์เลยแม้แต่น้อย ขนาดฟังยังไม่รู้เรื่อง เรื่องพูดนี่ไม่ต้องพูดถึง

เพราะ แบร์รี บอกว่า 1 ปีเต็ม ๆ ที่เขาอยู่ในเมืองลิเวอร์พูลสามารถใช้ภาษาสเกาซ์ได้เพียง 1 ประโยคถ้วนเท่านั้น ที่เหลือก็ต้องคอยถาม ๆ เพื่อนร่วมทีมที่เป็นคนท้องถิ่นอยู่ตลอด

“บางครั้งมันเป็นเรื่องยากมากเลยครับที่จะเข้าใจภาษาและสำเนียงพวกนี้ อย่างเวลาที่ แฮร์ริสัน อาร์มสตรอง พูดกับผม ผมต้องบอกให้เขาพูดซ้ำ 2-3 รอบเพื่อทำความเข้าใจ แต่ผมก็คิดว่าผมเก่งขึ้นนิดหน่อยแล้วนะ” แบร์รี กล่าวผ่าน BBC

“แต่ประโยคที่ผมพูดได้มีแค่ 1 ประโยคถ้วยก็คือ ‘สบายดีมั้ยวะพวก’ “

ฤดูกาลก่อนดีแล้วหรอ? คีน จวก มาร์ติเนซ หลังวิจารณ์บอร์ดแมนยู ชี้สมควรโดนปรับค่าเหนื่อย

รอย คีน อดีตกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกโรงตำหนิ ลิซานโดร มาร์ติเนซ อย่างหนัก หลังแนวรับชาวอาร์เจนตินาวิจารณ์การทำงานของผู้บริหารสโมสร โดยเฉพาะ เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการฟุตบอล พร้อมเสนอว่าเจ้าตัวสมควรถูกปรับเงินเท่ากับค่าเหนื่อย 2 สัปดาห์ จากคำให้สัมภาษณ์บางส่วน

ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกพ่าย แอตเลติโก มาดริด 0-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ทีมของ ไมเคิล คาร์ริค ไม่ชนะใครเป็นเกมที่ 5 ติดต่อกัน ท่ามกลางความกดดันที่เพิ่มขึ้นจากผลงานในช่วงต้นฤดูกาล

หลังจบการแข่งขัน มาร์ติเนซ ให้สัมภาษณ์กับ Amazon Prime โดยแสดงความไม่พอใจต่อการเสริมทัพของสโมสร แม้ว่าช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แมนฯ ยูไนเต็ด จะใช้เงินไปแล้วประมาณ 155 ล้านปอนด์ เพื่อคว้าผู้เล่นอย่าง ยูริ ตีเลอมันส์, อันเดรย์ ซานโตส และ การ์ลอส บาเลบา เข้ามาร่วมทีม

มาร์ติเนซ วิจารณ์ผู้บริหาร เรียกร้องยกระดับขุมกำลัง

กองหลังวัย 28 ปี ยอมรับว่ารู้สึกผิดหวังกับสถานการณ์ของทีม พร้อมมองว่าสโมสรจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารมากกว่านี้ หากต้องการกลับไปแข่งขันกับบรรดาสโมสรชั้นนำของยุโรป

“ผมต้องพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองอย่างมาก แต่บางครั้งสิ่งที่พูดออกมาก็สะท้อนให้เห็นว่าสโมสรของเราอยู่ในสถานการณ์แบบไหนในตอนนี้”

“ฤดูกาลที่แล้วเรามีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยม และตอนนี้เราคาดหวังมากกว่านี้จากคนระดับบน จากผู้บริหาร ในการดึงผู้เล่นเข้ามาเพิ่มเติมเพื่อให้ทีมสามารถแข่งขันได้ เพราะหลายทีมต่างก็เสริมผู้เล่นเข้ามาเป็นจำนวนมากเช่นกัน”

เมื่อถูกถามว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อยกระดับทีมชุดใหญ่หรือไม่ มาร์ติเนซ ตอบอย่างชัดเจนว่า

“ใช่ 100 เปอร์เซ็นต์ ผมคาดหวังมากกว่านี้จากผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของเรา ผมต้องพูดตามตรง และในฐานะนักเตะ พวกเราเองก็ต้องทำให้ดีกว่านี้เช่นกัน”

“การสร้างทีมที่แข็งแกร่งเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้เราพร้อมสำหรับการแข่งขันในค่ำคืนแบบนี้”

นอกจากนี้ มาร์ติเนซ ยังออกมาปกป้อง ไมเคิล คาร์ริค โดยมองว่าปัญหาของสโมสรไม่ได้อยู่ที่ผู้จัดการทีมเพียงคนเดียว แต่ยังรวมถึงการวางแผนและการดำเนินงานในส่วนอื่นด้วย

“เขาทำดีที่สุดแล้ว แต่ทุกฤดูกาลแตกต่างกัน คุณไม่สามารถยึดติดกับสิ่งที่เคยทำได้ในฤดูกาลก่อน”

“คู่แข่งรู้แล้วว่าคุณเล่นอย่างไร พวกเขารู้ทุกรายละเอียด หากคุณไม่เปลี่ยนแปลง ฤดูกาลถัดไปก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่”

“คุณเริ่มเปลี่ยน เปลี่ยน แล้วก็เปลี่ยนผู้จัดการทีมไปเรื่อย ๆ แต่แล้วส่วนอื่น ๆ ของสโมสรล่ะ?”

คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นถกเถียงในหมู่แฟนบอลปีศาจแดง โดยบางส่วนเห็นด้วยกับการเรียกร้องให้ผู้บริหารรับผิดชอบต่อผลงานของทีม ขณะที่อีกฝ่ายตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการวิจารณ์บุคคลภายในสโมสรผ่านสื่อ

คีน ไม่พอใจคำว่า ‘ฤดูกาลที่ยอดเยี่ยม’ เสนอปรับเงิน 2 สัปดาห์

ล่าสุด รอย คีน อดีตกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ระหว่างร่วมรายการ The Overlap โดยเฉพาะประโยคที่ มาร์ติเนซ กล่าวว่าทีมมีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมเมื่อปีที่ผ่านมา

ระหว่างที่ แกรี เนวิลล์ กำลังอ่านข้อความให้สัมภาษณ์ของ มาร์ติเนซ อดีตกองกลางชาวไอริชได้พูดแทรกขึ้นมาทันทีว่า

“เดี๋ยวก่อน ขอผมหยุดคุณตรงนั้นก่อน… ‘ฤดูกาลที่แล้วเรามีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยม’ นั่นไงล่ะ นั่นแหละคือสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่”

“เขาคิดจริง ๆ ว่าตัวเองมีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมอย่างนั้นเหรอ ว้าว! เขาควรถูกปรับเงินเท่ากับค่าเหนื่อย 2 สัปดาห์ เพียงเพราะพูดแบบนั้นออกมา”

ขณะเดียวกัน ไมเคิล คาร์ริค ยอมรับว่ายังไม่ได้รับชมบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มของ มาร์ติเนซ และมองว่าคำพูดดังกล่าวอาจเกิดจากอารมณ์ผิดหวังหลังจบการแข่งขัน

“ผมยังไม่ได้ดูบทสัมภาษณ์นั้น ผมได้ยินเรื่องนี้หลังจากที่มีการสัมภาษณ์เกิดขึ้น แต่ผมคิดว่ามันอาจเป็นผลมาจากอารมณ์หลังจบการแข่งขันด้วย”

“การมาเล่นที่นี่แล้วต้องผิดหวังที่ไม่สามารถเก็บผลการแข่งขันตามที่ต้องการได้ สำหรับผม ช่วงเวลาทันทีหลังจบเกมไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมจะมาพูดถึงบทสัมภาษณ์นั้น เพราะผมยังไม่ได้ดูด้วยตัวเอง ดังนั้นผมจึงไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้มากนัก”

“แต่ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือเราต้องเดินหน้าต่อให้เร็วที่สุด เรามีเกมสำคัญในวันอาทิตย์นี้ และเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะต้องก้าวต่อไปและรักษาสมาธิเอาไว้”

“ทุกคนในทีมต่างรู้สึกผิดหวัง ผมเองก็ผิดหวังอย่างมากกับบางสิ่งบางอย่าง และนักเตะทุกคนก็รู้สึกเช่นเดียวกัน”

นอกจากนี้ยังมีรายงานจาก ดิ แอธเลติก ด้วยว่า ปราการหลังอาร์เจนไตน์ ไม่ต้องการต่อสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และหากย้ายออกอยากไปเล่นในศึก ลาลีก้า ที่สเปน

สำหรับโปรแกรมนัดต่อไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะบุกไปเยือน ลีดส์ ยูไนเต็ด ในศึกพรีเมียร์ลีก วันที่ 18 ตุลาคม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเกมสำคัญที่ทีมต้องพยายามกลับมาเก็บชัยชนะ หลังเผชิญผลงานที่น่าผิดหวังตลอดช่วงที่ผ่านมา

โคล พาลเมอร์ หลุดขำก๊าก หลังเจอ IShowSpeed พูดชื่อนักเตะผิด ๆ ใส่กลางสตรีม

มิดฟิลด์ชาวอังกฤษของทีมสิงห์บลูถึงกับหลุดขำออกมา หลังเจอสตรีมเมอร์สุดเกรียนพูดชื่อนักเตะดังแบบผิด ๆ ใส่กลางสตรีมก่อนจะต้องถามว่าคนที่พูดถึงนั้นเป็นใครเพราะฟังไม่รู้เรื่อง

ที่พูดมานี่ใคร?

หนึ่งในคอนเทนต์ที่ทำให้ IShowSpeed กลายเป็นสตรีมเมอร์ที่มีชื่อเสียงในวงการฟุตบอลจนถึงทุกวันนี้ก็คือคอนเทนต์ที่เจ้าตัวเปิดแพ็คเกม EAFC ในไลฟ์สตรีมของตัวเอง

ไม่ใช่เพราะว่าเขาเปิดได้แพ็คเกลือตอยู่ตลอดเวลาหรืออะไร แต่เป็นเพราะพี่แกอ่านชื่อนักเตะไม่ค่อยจะถูกสักเท่าไหร่แบบที่ว่าชื่อนักเตะบางคนเป็นแบบไหน IShowSpeed ก็อ่านให้มันเพี้ยนไปไกลจนฮาได้

และถ้าถามว่าฮานี่ฮาแค่ไหน ก็ลองดูในไลฟ์สตรีมล่าสุดของเจ้าตัวดู เมื่อสปีด โทรหา โคล พาลเมอร์ มิดฟิลด์อังกฤษของ เชลซี เพื่อท้าดวล 1-1 EAFC27 หลังจากเอาชนะ เอเบเรชี เอเซ แนวรุกของ อาร์เซนอล มาหมาด ๆ

IShowSpeed เล่าให้ พาลเมอร์ ฟังว่าเขาเล่นกับนักเตะคนไหนมาบ้างแล้ว และนักเตะที่พูดออกมาพี่แกเรียกชื่อไม่ถูกสักคน ไม่ว่าจะเป็น อเลฮานโดร บัลเด้, ฮูโก้ เอกิติเก้, ควิชา ควารัตสเคเลีย หรือล่าสุดกับ เอเบเรชี เอเซ

ช็อตนี้ทำเอา พาลเมอร์ ที่เป็นคนนิ่ง ๆ คูล ๆ หัวเราะยากถึงกับหลุดขำก๊ากออกมาเพราะความเกรียนในการอ่านชื่อนักฟุตบอลของสปีด

ไขข้อสงสัย : ทำไมเสื้อ โคเวนทรี เกมล่าสุด มีดีเทลต่าง ๆ เป็นสีชมพู?

ดูเหมือนจะเริ่มจับจังหวะบนพรีเมียร์ลีกได้แล้วสำหรับ โคเวนทรี ซิตี้ หลังค่ำคืนที่ผ่านมาพวกเขาโชว์ฟอร์มสุดสะเด่า เปิดบ้านถล่ม นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 4-1 คว้าชัย 2 เกมติดต่อกัน

แต่นอกเหนือจากฟอร์มเกมรุกสุดร้อนแรงของ “ช้างกระทืบโรง” มีอีกหนึ่งสิ่งที่เป็นจุดสังเกตในเกมนี้คือดีเทลต่าง ๆ บนเสื้อแข่งของพวกเขาเป็นสีชมพู ไม่ว่าจะเป็น สปอนเซอร์ หรือ แบรนด์เสื้อ ซึ่งต่างจากเกมที่ผ่าน ๆ มา

เพราะอะไรกันเสื้อของ โคเวนทรี ซิตี้ ในเกมเมื่อคืนนี้ถึงมีดีเทลต่าง ๆ เป็นสีชมพู? ตามหาคำตอบได้ที่นี่

ทำไมเสื้อ โคเวนทรี เกมล่าสุด มีดีเทลต่าง ๆ เป็นสีชมพู?

ไม่ใช่แค่ดีเทลบนเสื้อเท่านั้นที่เปลี่ยนเป็นสีชมพู แต่บนเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มของ โคเวนทรี ซิตี้ ก็เปลี่ยนเป็นสีชมพูเช่นกัน เนื่องในโอกาสการสนับสนุนเดือนแห่งการรณรงค์ตระหนักรู้เรื่องมะเร็งเต้านม

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่สโมสรณรงค์มาอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมการตรวจคัดกรองโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและสร้างความตระหนักรู้ตลอดทั้งเดือนตุลาคมนี้

โดยชุดแข่งนี้ได้รับการออกแบบโดย Hummel ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมด้วยลวดลายทางสีฟ้าอ่อนสลับขาว แต่เพิ่มความโดดเด่นด้วยรายละเอียดสีชมพูบริเวณด้านหน้าและแขนเสื้อทั้งสัญลักษณ์ของ Hummel บนไหล่ และ อกด้านขวา

โลโก้ผู้สนับสนุนหลักอย่าง Monzo และ โลโก้ผู้สนับสนุนที่แขนเสื้ออย่าง Geely ต่างก็ถูกปรับเป็นสีชมพูสดใส นอกจากนี้ยังมีสัญลักษณ์รูปริบบิ้นสีชมพูขนาดใหญ่โดดตรงกลางหน้าอกอีกด้วย

ซึ่งเสื้อตัวนี้ที่ใส่ลงเล่นในเกมพบกับ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด จะถูกนำไปประมูลเพื่อระดมทุนสนับสนุนโครงการการกุศลเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม

นอกจากเสื้อตัวนี้แล้วก่อนหน้านี้สโมสรก็ได้เปิดตัวชุดพิเศษที่เป็นสีชมพูล้วนออกมาวางจำหน่าย ซึ่งรายได้ก็จะนำไปสมทบทุนเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม และจะยังจะมีการนำสินค้าพิเศษที่มีเพียงชิ้นเดียวมาเปิดประมูลรวมถึงมีกิจกรรมแจกของรางวัลอื่น ๆ เพื่อระดมทุนเพิ่มเติมในช่วงปลายเดือนนี้อีกด้วย

“ข้อมูลจาก Cancer Research UK ระบุว่า ผู้หญิงในสหราชอาณาจักร 1 ใน 7 คนจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมในช่วงชีวิตของตน เดือนแห่งการรณรงค์ตระหนักรู้เรื่องมะเร็งเต้านม” โคเวนทรี ซิตี้ ระบุ

“ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้พูดคุยถึงความสำคัญของการตรวจเช็กสุขภาพเต้านม เพราะหากตรวจพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การรักษาก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้น”

“โคเวนทรี ซิตี้ ภูมิใจที่ได้ใช้ช่องทางสื่อสารของสโมสรเพื่อสนับสนุนประเด็นสำคัญต่างๆ ที่มีความหมายต่อแฟนบอล นักกีฬา และทีมงาน เราสามารถร่วมมือกันสร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นให้ทุกคนหมั่นตรวจเช็กสุขภาพเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ”

นึกถึงวันเก่า ๆ! เมซุต โอซิล ใช้ AI เอาร่างบึกปัจจุบันไปใส่จังหวะโซโล่เดี่ยวในตำนาน

อดีตมิดฟิลด์ชาวเยอรมันของไอ้ปืนใหญ่ใช้ AI ทำคลิป เอาตัวเองที่ร่างบึกเล่นกล้ามตอนนี้ไปใส่แทนตัวเองในจังหวะโซโล่เดี่ยวไปทำประตูในตำนานทำให้หวนนึกถึงวันเก่า ๆ

ร่างบึกโซโล่เดี่ยวไปทำประตู

ศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กำลังจะกลับมาลงเล่นกันอีกครั้งในค่ำคืนนี้หลังจากหยุดพักกันไปนานหลายสัปดาห์ให้กับโปรแกรมทีมชาติเดือนกันยายนถึงต้นตุลาคม

เมซุต โอซิล คือหนึ่งในนักเตะที่มีโมเมนต์สำคัญ ๆ ในความทรงจำมากมายในรายการนี้ แต่จังหวะที่ใคร ๆ ก็น่าจะจำไม่ลืมคงหนีไม่พ้นจังหวะโซโล่เดี่ยวเข้าไปทำประตูแบบสุดเหนือชั้นใส่ ลูโดโกเร็ตส์ ราซกราด เมื่อปี 2016

ล่าสุด อดีตมิดฟิลด์ชาวเยอรมันของ อาร์เซนอล ก็ได้หวนนึกถึงวันเก่า ๆ ถึงจังหวะนี้ด้วยการใช้ AI เอาตัวเองร่างปัจจุบันที่เล่นกล้ามจนร้างบึกไปใส่ในคลิปลูกยิงสุดคลาสสิกนี้แล้วโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย

ทำเอาแฟน ๆ เข้ามาคอมเมนต์ชื่นชอบกันยกใหญ่ เพราะนี่คือหนึ่งในประตูที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลของศึก UCL แบบที่ว่ายากเหลือเกินที่จะหานักเตะคนไหนสามารถสร้างจังหวะสุดเหนือชั้นแบบนี้ได้อีกในอนาคต

สำหรับผลการแข่งขันในเกมนั้น เป็น อาร์เซนอล ที่บุกไปเอาชนะ ลูโดโกเร็ตส์ ราซกราด ได้ 3-2 ในเกมนัดที่สอง ส่วนเกมนัดแรกเป็นไอ้ปืนใหญ่ที่ชนะมาด้วยสกอร์ถล่มทลาย 6-0 ทำให้เกมนัดที่สองสามารถเล่นได้แบบสบาย ๆ ก่อนจะเกิดลูกคลาสสิกลูกนี้ขึ้นและเป็นการการันตีการเข้าไปเล่นรอบน็อคเอาท์ในปีนั้นด้วย

เห้ยเขาตัดผมหรอวะ!? โดกู เพิ่งสังเกตว่า ฮาลันด์ ตัดผมตอนช่วงท้ายเกมของนัดเปิดสนาม

ริมเส้นตัวจี๊ดของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพิ่งสังเกตว่าเพื่อนร่วมทีมตัดผมทรงใหม่ตอนช่วงท้ายเกมของนัดเปิดสนาม

เห้ยเขาตัดผมหรอวะ!? 

ก่อนประเดิมสนามพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2026-27 เออร์ลิง ฮาลันด์ สร้างความฮือฮาไปทั่ววงการเมื่อเขาตัดผมที่ไว้ยาวจนเป็นเอกลักษณ์มาเป็นรองทรงที่สั้นนิดเดียว

ฮาลันด์ ลงสนามภายใต้ผมทรงใหม่นัดแรกในเกมที่ แมนฯ ซิตี้ เปิดบ้านแซงชนะ บอร์นมัธ 3-2 ซึ่งแฟนบอลทั้งโลกก็ต่างเห็นพร้อมกันในเกมนี้ว่าดาวยิงไวกิ้งตัดผมทรงใหม่

แต่เพื่อนร่วมทีมของเขาอย่าง เฌเรมี่ โดกู กลับต้องรอจนถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บในเกมดังกล่าวกว่าที่จะรู้ว่า ฮาลันด์ ตัดผมแล้ว จนโดนคนในทีมแซวยับ ๆ

โดยเรื่องราวนี้ได้รับการเปิดเผยในคลิปตัวล่าสุดของ แมนฯ ซิตี้ ที่ชื่อว่า “Five In Five: The Enzo Maresca Era Begins” ซึ่งเป็นการรวมฟุตเทจต่าง ๆ ตลอด 5 นัดแรกของเรือใบสีฟ้าในฤดูกาลนี้

ช่วงต้นคลิปมันมีช็อตนึงในช่วงท้ายเกมกับ บอร์นมัธ ที่ โดกู ซึ่งดูเกมนี้อยู่ในห้องแต่งตัวพูดขึ้นมาว่า “ฮาลันด์ ตัดผมหรอวะ!?” พร้อมกับทำหน้าทำตางง ๆ

จากนั้นคนในทีมที่อยู่นอกเฟรมก็พูดสวนปีกตัวจี๊ดขึ้นมาทันทีว่า “นายไม่รู้หรอกหรอ? ถ่ายคลิปไว้ทันไหมน่ะ? ตลอดทั้งเกมเขาไม่รู้เลยว่า ฮาลันด์ ตัดผม”

แม้จะตัดผมทรงใหม่ แต่ ฮาลันด์ ก็ยังร้อนแรง ทำไปแล้ว 5 ประตู จาก 5 นัดในพรีเมียร์ลีก ส่วน เฌเรมี่ โดกู ที่ไม่รู้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเขาเพิ่งกลับมาจากอาการบาดเจ็บ และเพิ่งลงเล่นไปเพียงเกมเดียวเท่านั้น

อยู่ไหนใครก็รัก! แฟนอินเตอร์ทำหน้ากากรูป เคอร์ติส โจนส์ เพื่อส่งกำลังใจหลังได้รับบาดเจ็บ

แฟนบอล อินเตอร์ มิลาน ทำหน้ากากให้กำลังใจ เคอร์ติส โจนส์ หลังได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อ

อยู่ไหนใครก็รัก

ถือเป็นหนึ่งในดีลขาออกของ ลิเวอร์พูล ที่แฟนบอลคงใจหายไม่น้อย เมื่อ เคอร์ติส โจนส์ สเกาเซอร์และเด็กปั้นของทีมที่อยู่มาตั้งแต่เป็นเยาวชน ย้ายออกจากทีมไป ปิดฉาก 16 ปี ในถิ่นแอนฟิลด์

ซึ่งตัวของ โจนส์ ก็คงเสียใจไม่ต่างกันที่ต้องออกจากสโมสรที่อยู่มาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ แต่เขาก็แสดงความเป็นมืออาชีพด้วยการลงเล่นด้วยความทุ่มเทให้กับต้นสังกัดใหม่อย่าง อินเตอร์ มิลาน

แม้จนถึงตอนนี้จะยังไม่มีประตูหรือแอสซิสต์ และเพิ่งออกสตาร์ทตัวจริงไปเพียงเกมเดียวเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่า โจนส์ จะกลายเป็นที่รักของแฟนบอลเนรัซซูรี่ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เมื่อแฟน ๆ ของ อินเตอร์ มิลาน ได้ทำหน้ากากรูปหน้าของ โจนส์ และแต่งเพลงเชียร์ให้กับกองกลางทีมชาติอังกฤษรายนี้ เพื่อแสดงความรักและส่งกำลังใจถึงนักเตะที่ได้รับบาดเจ็บ

โดย เคอร์ติส โจนส์ เพิ่งเข้ารับสแกนอย่างละเอียดก่อนจะพบว่าได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อบริเวณต้นขาขวาด้านใน ส่งผลให้เขาต้องพักเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ แต่คาดว่าจะกลับมาลงสนามได้ทันศึกมิลาน ดาร์บี้ ช่วงปลายเดือนนี้

สำหรับ โจนส์ วัย 25 ปี ลงสนามให้ ลิเวอร์พูล ไปทั้งหมด 228 นัด ทำไป 22 ประตู กับ 25 แอสซิสต์ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก กับ คาราบาว คัพ 2 สมัย และ UCL กับ เอฟเอ คัพ อย่างละ 1 สมัย