ปาเรเดส เกือบมีเรื่อง วิ่งมาหวดบอลทิ้งโดนคู่แข่งหลังกรรมการเป่าฟาวล์ไปแล้ว

มิดฟิลด์ดีกรีทีมชาติฟ้าขาวเกือบโดนวางมวยคาสนาม หลังวิ่งไปหวดบอลทิ้งแล้วโดนคู่แข่งอย่างจังตอนกรรมการเป่าฟาวล์ไปแล้ว

กรรมการเป่าฟาวล์ไปแล้ว

แม้ว่าจะได้รับคำชื่นชมหลังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ อาร์เจนตินา ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 แต่ เลอันโดร ปาเรเดส มิดฟิลด์จาก โบค่า จูเนียร์ส ก็โดนวิจารณ์อย่างหนักเช่นเดียวกันหลังมีจังหวะตุกติกหรือเรื่องนอกเกมให้เห็นอยู่ตลอด

ล่าสุด แม้บอลโลก 2026 จะจบลงไปแล้ว ปาเรเดส ก็กลับมาโดนแฟนบอลรุมวิจารณ์อีกครั้งในเกมล่าสุดที่ช่วยต้นสังกัดบุกเสมอกับ นีเวลล์ โอลด์ บอยส์ 2-2

หลังมีจังหวะที่เขาวิ่งมาหวดบอลทิ้งอย่างแรงไปโดนคู่แข่งเข้าอย่างจังจนผู้เล่นของทีมเจ้าบ้านวิ่งกรูกันเข้ามาจะเอาเรื่องกองกลางวัย 32 ปี

หากดูคลิปนี้ครั้งแรกหลายคนอาจจะมองว่าเป็นจังหวะธรรมดา ที่นักเตะของ โอลด์ บอยส์ ยืนขึ้นมารับแรงกระแทงจะบอลเตะทิ้งของ ปาเรเดส เอง

แต่ถ้าดูกันให้ละเอียดถี่ถ้วนแล้วก็จะเห็นได้ว่าผู้ตัดสินได้มีการเป่าฟาวล์ในจังหวะก่อนหน้านั้นไปแล้ว แต่ ปาเรเดส ก็ยังเลือกที่จะเตะบอลทิ้งแล้วมันดันไปโดนนักเตะของ โอลด์ บอยส์ พอดี ทำให้ไม่แปลกที่จังหวะนั้นจะกลายเป็นจังหวะเดือดก่อนที่ตัวของ ปาเรเดส จะได้รับใบเหลืองจากผู้ตัดสินไปด้วย

เกี่ยวอะไรกัน? ทำไม ฮูเลียน อัลวาเรซ ถึงได้ฉายาว่า “ไอแมงมุม”

ฮูเลียน อัลวาเรซ ดาวเตะทีมชาติอาร์เจนตินาของ แอต.มาดริด เป็นหนึ่งในแข้งเนื้อหอมประจำซัมเมอร์นี้ที่หลายต่อหลายทีมตามจีบไม่เว้นวัน

ซึ่งทุกคนรู้หรือไม่ว่า อัลวาเรซ มีฉายาว่า “The Little Spider” หรือ “ไอแมงมุม” ที่เขาได้รับมาตั้งแต่สมัยเป็นเยาวชนแล้ว

แล้วเพราะอะไรกัน ฮูเลียน อัลวาเรซ ถึงได้ฉายาว่า “ไอแมงมุม” ? ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ที่นี่

ทำไม ฮูเลียน อัลวาเรซ ถึงได้ฉายาว่า “ไอแมงมุม”
ฮูเลียน อัลวาเรซ ได้รับฉายา “ไอแมงมุม” มาตั้งแต่ช่วงเริ่มค้าแข้งที่บ้านเกิดกับ ริเวอร์เพลท ก่อนมันจะกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างสมัยย้ายมาเล่นในยุโรปกับ แมนฯ ซิตี้

ซึ่งภายหลังเจ้าตัวก็ได้ออกมาเปิดเผยเบื้องหลังฉายาสุดเฟี้ยวนี้ว่ามีที่มาจากทักษะในสนามที่เขามักครองบอลได้อย่างเหนียวแน่น จนพี่ชายของเขานำไปเปรียบเทียบกับแมงมุมซึ่งมีหลายขา

“มันเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ และเราก็เล่นฟุตบอลด้วยกันมาตลอดตั้งแต่ผมยังเด็กมาก” อัลวาเรซ เปิดเผยกับ Sky Sports

“เรามีกลุ่มเพื่อนกลุ่มเดียวกัน พวกเรามักจะไปรวมตัวกันที่สนามเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน แล้วใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับการเตะฟุตบอลด้วยกัน”

“มันเป็นฉายาที่ผมได้มาตั้งแต่ตอนผมยังเป็นเด็กเล็ก ๆ อายุไม่เกิน 4 ขวบ สมัยที่เล่นฟุตบอลกับพี่น้องของผม”

“วันหนึ่งพี่ชายของผมพูดขึ้นมาว่า ‘ดูเขาสิ เหมือนแมงมุมตัวเล็ก ๆ เลย’ จากนั้นฉายานี้ก็ติดตัวมาตลอดและเราก็ไม่ได้เลิกใช้มันเมื่อโตขึ้น ซึ่งผมชอบนะ มันเป็นชื่อที่ยอดเยี่ยมมาก”

ด้าน กุสตาโว อัลวาเรซ คุณพ่อของ ฮูเลียน ก็ได้ออกมายืนยันเช่นกันว่าที่มาฉายา “ไอแมงมุม” ของลูกชายคนนี้นั้นมาจากฝีเท้าในสนามจริง ๆ

“มันยากมากที่จะแย่งบอลจากเขา เพราะดูเหมือนว่าเขามีขาอยู่หลายข้างเลยทีเดียว” คุณพ่อของ ฮูเลียน อัลวาเรซ เผย

“เขาตัวเล็กมากแต่กลับเคลื่อนที่ได้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ และไม่มีใครแย่งบอลจากเขาได้เลย เวลาที่ทีมอื่นมาเยือนเมือง Calchin พวกเขามักจะถามเสมอว่า ‘วันนี้เจ้าแมงมุมจะได้ลงเล่นหรือเปล่า?’”

“ทุกอย่างเริ่มต้นตรงนั้นแหละ แล้วหลังจากนั้น ชื่อ ฮูเลียน ก็แทบจะหายไปเลย กลายเป็นว่าเขาถูกเรียกว่า ‘ไอแมงมุม’ แทน”

คาลาฟิออรี่ เร้า นอร์การ์ด ชูถ้วยแชมป์เกมอุ่นเครื่องสั่งลา หลังมีข่าวเตรียมย้ายไป เอฟเวอร์ตัน

ริคาร์โด คาลาฟิออรี่ พยายามเร้าให้ คริสเตียน นอร์การ์ด ไปชูถ้วยแชมป์เพื่อเป็นการสั่งลา หลังมีข่าวเตรียมย้ายไปอยู่กับ เอฟเวอร์ตัน

ชูถ้วยสั่งลา
ค่ำคืนที่ผ่านมา อาร์เซนอล ประเดิมการอุ่นเครื่องปรีซีซั่น ด้วยชัยชนะเหนือ คิโรนา 4-1 จากประตูของ ไค ฮาแวร์ตซ์, คริสตอส โซลิส, แม็กซ์ ดาวแมน และ กาเบรียล เชซุส

ซึ่งก่อนเริ่มเกมสื่อหลายสำนักต่างรายงานว่า คริสเตียน นอร์การ์ด มิดฟิลด์จอมเก๋าวัย 32 ปี เตรียมย้ายไปอยู่กับสโมสรร่วมลีกอย่าง เอฟเวอร์ตัน หลังย้ายมาร่วมทีมเพียงแค่ฤดูกาลเดียวเท่านั้น

และดูเหมือนว่าดีลใกล้จะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีแล้ว ทำให้ มิเกล อาร์เตต้า ไม่ส่ง นอร์การ์ด ที่เดินทางมาปรีซีซั่นกับทีมลงสนามในเกมดังกล่าวเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อดีลได้

แม้จะเป็นเพียงเกมอุ่นเครื่องแต่ก็มีพิธีมอบถ้วยแชมป์หลังจบเกม ซึ่งในระหว่างที่ผู้เล่นของไอปืนใหญ่กำลังถ่ายรูปรวมกันอยู่ ริคาร์โด คาลาฟิออรี่ ก็พยายามเร้าให้ นอร์การ์ด ไปชูถ้วยเพื่อเป็นการสั่งลา แต่เจ้าตัวก็ดูมีท่าทีเขิน ๆ และไม่ได้เดินออกมาชูถ้วยแต่อย่างใด

สำหรับ คริสเตียน นอร์การ์ด ลงเล่นให้ อาร์เซนอล ไป 20 เกมรวมทุกรายการ แม้จะเป็นตัวเลขที่น้อยแต่เขาก็คือหนึ่งในขุนพลชุดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา และเป็นที่รักของเพื่อนร่วมทีมรวมถึงแฟนบอล

ในส่วนของดีล เอฟเวอร์ตัน บรรลุข้อตกลงคว้าตัว นอร์การ์ด ด้วยค่าตัวราว 7 ล้านปอนด์ โดยตอนนี้เหลือเพียงขั้นตอนการตรวจร่างกายและเปิดตัวอย่างเป็นทางการเท่านั้น

อยากเล่นด้วยกัน! มุลเลอร์ เผยเคยแอบหวังให้ ซน ฮึง-มิน ย้ายซบบาเยิร์น

กองหน้าจอมเก๋าชาวเยอรมันเปิดเผยว่าเคยแอบหวังให้ดาวเตะเกาหลีใต้ย้ายมาเล่นด้วยกันที่เสือใต้เพราะชื่นชอบวิธีการเล่น

อยากเล่นด้วยกันมาตลอด
ในช่วงที่พีค ๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ซน ฮึง-มิน ปีกทีมชาติเกาหลีใต้ฝีเท้าของเขาอยู่ในระดับแข้งยุโรป ใคร ๆ ก็อยากที่จะเล่นร่วมกับเขา รวมถึง โธมัส มุลเลอร์ กองหน้าจอมเก๋าชาวเยอรมันด้วย

มุลเลอร์ ให้สัมภาษณ์ว่าเขาเคยฝันอยากให้ ซนนี่ ที่เคยเจอแต่ในฐานะคู่แข่งย้ายมา บาเยิร์น มิวนิค สักครั้ง เพราะอยากที่จะเล่นร่วมทีมเดียวกัน

“พูดตามตรงนะ ผมเจอกับ ซน ฮึง-มิน มาโดยตลอด ทั้งในเยอรมนีและในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก” มุลเลอร์ กล่าว

“ซน เป็นนักเตะที่มีความสามารถโดดเด่นมาก เขาดีพอที่จะย้ายมาเล่นให้บาเยิร์น มิวนิค และลงสนามเคียงข้างผม”

อย่างไรก็ตาม มุลเลอร์ ยอมรับว่า แม้สุดท้ายทั้งคู่จะไม่ได้ร่วมงานกันที่ถิ่นอัลลิอันซ์ อารีนา แต่ก็รู้สึกดีใจที่มีโอกาสลงเล่นทีมเดียวกันในเกมออลสตาร์

“สุดท้ายเราไม่ได้เล่นด้วยกันที่บาเยิร์น แต่การได้มาเจอกันแบบนี้ ได้พูดคุยกันเป็นภาษาเยอรมัน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถือเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม” มุลเลอร์ กล่าวเสริม

“การได้เล่นร่วมกับ ซน ฮึง-มิน บนเวที MLS All-Star คือสิ่งที่ผมตั้งตารอมากที่สุด และเป็นเรื่องที่ทำให้ผมตื่นเต้นที่สุด”

ทอม ฮอลแลนด์ ปล่อยโจ๊กบอกการเลือกเชียร์ สเปอร์ส อาจเป็นการตัดสินใจที่แย่ที่สุดในชีวิต

นักแสดงชื่อดังชาวอังกฤษออกมาปล่อยมุกว่าการเป็นแฟนคลับของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ อาจเป็นการตัดสินใจที่แย่ที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิต

อาจเป็นการตัดสินใจที่แย่ที่สุด

ช่วงเดือน กรกฎาคม – สิงหาคม ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่นำแสดงโดย ทอม ฮอลแลนด์ ต่างเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นก็คือ “The Odyssey” และ “Spider-Man: Brand New Day”

ซึ่งนอกเหนือจากบทบาทนักแสดงมากฝีมือ ทอม ฮอลแลนด์ คือหนึ่งในแฟนบอลของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ตัวยง ซึ่งเราก็มักจะเห็นเขาออกมาแสดงความรักต่อทีมไก่เดือยทองอยู่เสมอ ๆ

ล่าสุด ทอม ฮอนแลนด์ ได้ไปออกรายการ Dish Podcast และเปิดเผยเหตุผลที่เขาปันใจเชียร์ สเปอร์ส พร้อมยังปล่อยโจ๊กอีกว่านี่อาจะเป็นการตัดสินใจที่แย่ที่สุดในชีวิตของเขาเลยก็ได้

“เหตุผลที่ทำให้พี่น้องของผมเชียร์กันคนละสโมสร เริ่มที่ แฮร์รี่ น้องชายของผม เขาเป็นคนแรกที่เลือกทีมเชียร์” ทอม ฮอลแลนด์ เผยในรายการ

“เขาไม่อยากเชียร์ เชลซี, อาร์เซนอล หรือ แมนฯ ยูไนเต็ด เพราะมองว่านีคือ 3 สโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เขาไม่รู้สึกอยากจะเชียร์ทีมพวกนั้น เพราะไม่อยากถูกมองว่าเป็นพวกชอบตามกระแสทีมเพราะแค่ความสำเร็จน่ะ”

“พอหลังจากนั้น แซม น้องชายของผมอีกคน ตัดสินใจเลือกทีมเชียร์บ้าง เขาก็บอกกับ แฮร์รี่ ว่า ‘เดี๋ยวฉันจะเชียร์ สเปอร์ส เป็นเพื่อนนาย’ และผมคิดว่า แฮร์รี่ คงรู้สึกแย่มากกับการเป็นแฟน สเปอร์ส เพราะมันยากลำบากเหลือเกิน เขาก็เลยรีบห้าม แซม ทันที”

“ดังนั้นเขา (แซม) จึงเลือก อาร์เซนอล จากนั้น แพดดี้ ก็ตามเชียร์เหมือน แซม และเมื่อถึงคราวที่ผมเลือกทีมเชียร์บ้าง ผมจึงไม่สามารถปล่อยให้ แฮร์รี่ อยู่คนเดียวได้ ดังนั้นผมจึงเลือกเชียร์ สเปอร์ส และนั่นอาจเป็นการตัดสินใจที่แย่ที่สุดที่ผมเคยทำมาเลย”

สืบจากประวัติศาสตร์ : ทำไมชุดเยือนของ แมนซิตี้ ถึงมีลาย “ผึ้ง” อยู่บนตัวเสื้อ

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดตัวชุดเยือนชุดใหม่สำหรับสู้ศึกฤดูกาล 2026-27 ภายใต้แบรนด์ PUMA เช่นเดิม โดยได้ ฟิล โฟเด้น ลูกหม้อของสโมสรเป็นหนึ่งในนายแบบ

โดยเสื้อตัวนี้ใช้สีดำเป็นสีหลัก ตัดด้วยสีเหลืองบริเวณคอเสื้อ, ปลายแขน และสีสปอนเซอร์ แถมบนตัวเสื้อก็ยังมีลาย “ผึ้ง” ปรากฎอยู่เต็มตัวอีกด้วย

แล้วเพราะอะไร แมนฯ ซิตี้ ถึงได้นำลาย “ผึ้ง” มาอยู่บนเสื้อแข่งตัวนี้? ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ที่นี่

ทำไมเสื้อเยือนของ แมนซิตี้ ถึงมีลาย “ผึ้ง”

“ผึ้ง” ที่อยู่บนเสื้อของ แมนฯ ซิตี้ ไม่ใช่แค่ผึ้งธรรมดาทั่วไป แต่มันคือ “ผึ้งแห่งแมนเชสเตอร์” (Manchester bee) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองแมนเชสเตอร์มาอย่างยาวนาน

โดยเมืองได้นำตรา “ผึ้ง” มาใช้เป็นสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเมืองแมนเชสเตอร์ได้รับมอบตราประทับประจำเมืองในปี 1842 ซึ่งปรากฏเป็นรูปผึ้ง 7 ตัวประดับอยู่บนลูกโลกเหนือโล่ประจำเมือง

ผึ้ง โดยเฉพาะ “ผึ้งงาน” เป็นตัวแทนของความอุตสาหะ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และการทำงานหนักของเมืองแห่งนี้ ขณะที่ลูกโลกเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความสำคัญของแมนเชสเตอร์ในฐานะเมืองศูนย์กลางการค้าของโลก

ในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม แมนเชสเตอร์ถือเป็นผู้นำด้านการผลิตในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ภาพลักษณ์ของเมืองจึงถูกเปรียบเปรยกับผึ้งงานและความคึกคักของรังผึ้งที่เต็มไปด้วยผู้คนซึ่งทุ่มเททำงานกันอย่างหนัก

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยผลักดันให้แมนเชสเตอร์กลายเป็นเมืองทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจของภาคเหนือเท่านั้น แต่ยังส่งให้เมืองก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมระดับโลกในศตวรรษที่ 19 อีกด้วย

หากจะบอกก็คือเมืองแมนเชสเตอร์ถูกสร้างขึ้นจากหยาดเหงื่อแรงงานและสติปัญญาของคนธรรมดาสามัญ ไม่ว่าจะเป็นคนงานในโรงทอผ้า, วิศวกร, พ่อค้า, นักประดิษฐ์ และผู้ใช้แรงงาน

ซึ่งพลังแห่งความร่วมมือร่วมใจของพวกเขานี้เองที่ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของเมืองไปตลอดกาล เจ้าผึ้งตัวน้อยจึงกลายเป็นตัวแทนของความอุตสาหะ ความร่วมมือร่วมใจ และพลังแห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ในหลาย ๆ มิติ ผึ้งสะท้อนถึงภาพจำและตัวตนของชาวแมนเชสเตอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ  ทั้งความขยันขันแข็ง, ความรักในอิสรภาพ, ความเป็นจริงเป็นจัง, ความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนความภาคภูมิใจอย่างล้นพ้นในรากเหง้าของชนชั้นแรงงาน

เมื่อเวลาผ่านไป สัญลักษณ์รูปผึ้งก็ยิ่งมีความโดดเด่นและเป็นที่พบเห็นได้ทั่วไปในเมืองแห่งนี้มากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ที่ได้นำรูปผึ้งงาน 3 ตัวมาไว้บนโลโก้ของมหาวิทยาลัย รวมไปถึงเสื้อแข้งของ แมนฯ ซิตี้

“เป้าหมายของชุดแข่งนี้คือการมอบเสื้อที่ช่วยให้นักเตะทำผลงานได้ในระดับสูงสุด พร้อมกับสะท้อนความหมายที่ลึกซึ้งต่อเมืองและแฟนบอล” โดมินิก กอเทียร์ รองประธานของ Puma กล่าว

“เราต้องการให้ทุกรายละเอียดสะท้อนถึงตัวตนของสโมสรและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อง นี่คือเสื้อที่ออกแบบมาเพื่อการแข่งขันในสนาม แต่ก็เหมาะสำหรับการสวมใส่อย่างภาคภูมิใจในทุกโอกาสนอกสนามเช่นกัน”

ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทีมเรือใบสีฟ้า นำผึ้งซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองมาใช้บนเสื้อแข่งของพวกเขา โดยครั้งแรกต้องย้อนไปในฤดูกาล 2009-10 ที่เสื้อเยือนสีดำมีเส้นสีเหลืองตัดบริเวณหัวไหล่

ก่อนที่ต่อมาจะมีการนำโลโก้ผึ้งมาติดบนเสื้อแข่งในวาระสำคัญ ๆ อย่างเช่นแมตช์อุ่นเครื่องปรีซีซั่นกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 2017 เพื่อไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากภัยก่อการร้านที่แมนเชสเตอร์ อารีน่าในเดือนพฤษภาคมที่ปีดังกล่าว ก่อนที่ภายหลังจะถูกนำไปประมูลเพื่อระดมทุนสมทบเข้ากองทุนฉุกเฉิน “We Love Manchester Emergency Fund”

“แมนเชสเตอร์เลือกผึ้งเพราะผึ้งเป็นสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ที่ขยันขันแข็ง แม้จะดูไม่สำคัญในแต่ละตัว แต่เมื่อรวมกันแล้วมันคือสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เราแข็งแกร่งขึ้นเมื่ออยู่ด้วยกัน” เว็บไซต์ Visit Manchester ระบุ

โปรเจกต์ขายหุ้นฟีฟ่า องค์กรฟุตบอลแต่ละภูมิภาคคิดเห็นกันอย่างไร?

กลายเป็นประเด็นร้อนตลอดช่วงสัปดาห์ เมื่อ จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า ประกาศว่ามีแผนที่จะขายหุ้นฟุตบอลโลกให้แก่เอกชนภายนอก

นอกจากนี้ อินฟานติโน ยังพยายามจูงใจว่าหากชาติสมาชิกเอาด้วย ก็จะมอบเงินสนับสนุนให้มากถึง 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1,300 ล้านบาท

โลกลูกหนังโดยเฉพาะเหล่าองค์กรฟุตบอลในแต่ละทวีปคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ? ติดตามไปพร้อมกัน

หุ้นฟุตบอลโลกคือ?
มันคือโครงการที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่าเตรียมก่อตั้งบริษัทลูกในชื่อ FIFA Forward Enterprises (FFE) ไว้จัดการแข่งขันหลักของฟีฟ่าอย่างฟุตบอลโลกและฟุตบอลสโมสรโลก

FFE จะเข้ามารับช่วงดูแลกิจกรรมสร้างรายได้ให้ฟีฟ่า ไล่ตั้งแต่ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด
สปอนเซอร์และสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้า ตั๋วและกิจกรรมเกี่ยวกับการแข่งขัน ไปจนถึงการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ของฟุตบอลโลก และทัวร์นาเมนต์อื่น ๆ ของ ฟีฟ่า

ฟีฟ่ามีแผนจะขายหุ้น 21 เปอร์เซ็นต์ของบริษัท FFE ให้แก่นักลงทุนภายนอก ซึ่งคาดว่าจะระดมทุนเป็นเงินสูงถึง 4,200 ล้านดอลลาร์ฯ หรือราว 140,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี แผนนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบเกินกว่าครึ่งหนึ่งจากชาติสมาชิกทั้ง 211 ชาติ รวมถึงต้องผ่านการอนุมัติเรื่องกฎระเบียบจากสภาฟีฟ่าทั้ง 37 คน

ประกาศของฟีฟ่ายังระบุว่า พวกเขายังได้ JP Morgan ธนาคารยักษ์ใหญ่ของโลกมาเป็นที่ปรึกษาหลักของโครงการนี้ โดยมี Thrive Eternal บริษัทลงทุนระยะยาว ที่ก่อตั้งโดย โจชัว คุชเนอร์ น้องชายของ จาเร็ด คุชเนอร์ น้องเขยของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คาดว่าจะเป็นผู้ระดมกลุ่มนักลงทุนเข้ามา

นอกจากนี้ ฟีฟ่ายังยืนยันว่า หากโครงการนี้ผ่านไปด้วยดี เตรียมมอบเงินสนับสนุนให้แก่ชาติสมาชิกมากถึง 40 ล้านดอลลาร์ฯ หรือราว 1,300 ล้านบาท โดยจ่ายเป็นเงินก้อนแรก 20 ล้านดอลลาร์ฯ และอีก 20 ล้านดอลลาร์ฯ ภายใต้โครงการ FIFA Fast Forward ในช่วงปี 2027-2030

“การเติบโตในระยะต่อไปของฟีฟ่าจำเป็นต้องมีโครงสร้างที่เหมาะสม โดยให้กิจกรรมเชิงพาณิชย์ของฟุตบอลดำเนินงานในฐานะธุรกิจที่มุ่งเน้นและมีความเฉพาะทาง พร้อมกับแบ่งปันมูลค่าที่เกิดขึ้นให้มากขึ้นและดีขึ้นทั่วโลก” อินฟานติโน กล่าว

“สมาชิกของฟีฟ่าทุกสมาคมควรมีโอกาสเข้าถึงเงินทุนที่มีอยู่อย่างเป็นธรรม เพื่อนำไปใช้กำหนดอนาคตของฟุตบอลในประเทศตัวเอง แทนที่จะต้องพึ่งพาผู้อื่น นี่คือการทำให้ฟุตบอลเข้าถึงทุกประเทศทั่วโลกมากขึ้น”

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ อินฟานติโน พยายามหาเงินจากนักลงทุนภายนอกมาต่อยอดจากทรัพย์สินของฟีฟ่า ในปี 2018 เขาเคยมีแผนนำเงิน 25,000 ล้านดอลลาร์จากกลุ่มทุนซาอุฯ และ SoftBank ของญี่ปุ่น มาจัดตั้งฟุตบอลสโมสรโลกรูปแบบใหม่และ Global Nations League แต่แผนก็ต้องล้มไป

นอกจากนี้ ฟีฟ่า ยังเคยถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพูดคุยในช่วงแรกของการก่อตั้ง ยูโรเปียน ซูเปอร์ลีก เมื่อปี 2021 และ JP Morgan ก็ถูกวางให้เป็นผู้จัดหาเงินทุน ทว่าภายหลัง อินฟานติโน ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แผนดังกล่าว

แต่ละชาติคิดเห็นอย่างไร ?
สหพันธ์ฟุตบอลแห่งชาติยุโรป หรือยูฟ่า คือองค์กรแรกๆ ที่ออกมาต่อต้านเรื่องนี้ และประกาศว่าจะประท้วงไม่เข้าร่วมการแข่งฟุตบอลโลก 2030 หากโครงการนี้ถูกผ่านการรับรอง

“นี่คือการล้ำเส้นที่องค์กรกำกับดูแลฟุตบอลไม่ควรก้าวข้าม” แถลงการณ์จากยูฟ่า

“ยูฟ่าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง สมาคมฟุตบอลแห่งชาติทุกแห่งก็ควรให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นลีก สโมสร นักเตะ แฟนบอล รัฐบาล และทุกคนที่ใส่ใจต่ออนาคตของวงการฟุตบอล”

“จิตวิญญาณและการกำกับดูแลฟุตบอลไม่ใช่ทรัพย์สินที่สามารถนำมาซื้อขายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีความโปร่งใสเลยว่าใครจะได้รับผลประโยชน์ทางการเงิน ไม่มีใครในหมู่พวกเราคือเจ้าของฟุตบอล และฟุตบอลไม่ใช่สิ่งที่ฟีฟ่าจะนำไปขายได้”

ด้าน ฮานส์ โจชิม วัตซ์เค รองประธานสมาคมฟุตบอลเยอรมัน กล่าวกับ Kicker ว่า “หลายฝ่ายในวงการฟุตบอลยุโรปมองว่าแผนของฟีฟ่าเป็นการโจมตีวงการฟุตบอลอย่างรุนแรง ผมเห็นด้วยกับมุมมองนี้ เรื่องนี้ได้ล้ำเส้นที่ไม่ควรข้ามไปแล้ว”

ขณะที่ สหพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และ แคริบเบียน หรือคอนคาเคฟ ก็ตำหนิว่าเหตุใดฟีฟ่าจึงไม่นำเรื่องสำคัญขนาดนี้มาปรึกษาก่อน

“คอนคาเคฟเพิ่งได้รับทราบเรื่องนี้จากรายงานข่าวของสื่อ และหลังจากนั้นจึงได้รับทราบผ่านข่าวประชาสัมพันธ์ เรารู้สึกกังวลอย่างยิ่งต่อการขาดกระบวนการที่เหมาะสม” คอนคาเคฟระบุ

ไม่ต่างจากสมาคมฟุตบอลเอเชีย หรือเอเอฟซี ที่รู้สึก “ผิดหวังที่เรื่องสำคัญเช่นนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ก่อนที่สมาชิกของเอเอฟซีจะได้รับโอกาสตรวจสอบและหารือเรื่องดังกล่าวผ่านช่องทางการกำกับดูแลที่เหมาะสมและกำหนดไว้”

เช่นเดียวกับ สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือเอฟเอ ที่โฆษกออกมาแถลงว่า ไม่เคยรับรู้เรื่องนี้มาก่อนเช่นกัน และกังวลเกี่ยวกับกระบวนการที่ทำให้ข้อเสนอมาถึงจุดนี้

“เราไม่ทราบเรื่องข้อเสนอนี้มาก่อนเลย และยังไม่มีรายละเอียดสำคัญใด ๆ รวมถึงข้อเสนอนี้คืออะไรกันแน่ และมีเงื่อนไขอะไรบ้าง จากข้อมูลที่มีอยู่อย่างจำกัด เรารู้สึกกังวลอย่างยิ่งต่อการขาดกระบวนการและระบบการกำกับดูแลที่เหมาะสมในการดำเนินเรื่องมาจนถึงจุดนี้ รวมถึงเนื้อหาและหลักการที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอดังกล่าว”

ส่วน ฮาเวียร์ เตบาส ประธานลาลีกา ก็จวก อินฟานติโน อย่างรุนแรงว่ามันเป็นแผนหาเสียงเลือกตั้ง ก่อนที่เขาจะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานฟีฟ่าอีกครั้งในเดือนมีนาคมปีหน้า

“เขาเป็นตัวปัญหา” เตบาส กล่าว

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะมีเสียงวิจารณ์มากแค่ไหน แต่อินฟานติโน ก็ยืนยันว่าจะผลักดันโครงการนี้ต่อไป พร้อมขีดเส้นตายให้ชาติสมาชิกตัดสินใจภายในวันที่ 19 กันยายน 2026

และวันนั้นก็คงต้องมาลุ้นกันว่าประวัติศาสตร์ฟุตบอลจะเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งหรือไม่?

เจาะ DNA กวาเดอลุป: จาก ตูราม และ อองรี สู่ ลาครัวซ์ เตาหลอมแข้งระดับโลก

เมื่อกางแผนที่โลกดู กวาเดอลุป (Guadeloupe) เป็นเพียงหมู่เกาะขนาดเล็กในทะเลแคริบเบียน มีประชากรอาศัยอยู่เพียงราวๆ 3.8 แสนคน หรือพอๆ กับจังหวัดเล็กๆ จังหวัดหนึ่งในไทย ทว่าในเชิงเศรษฐศาสตร์และวิทยาศาสตร์ฟุตบอล ดินแดนแห่งนี้กลับถูกยกย่องว่าเป็น “The Goldmine of French Football” หรือขุมทรัพย์ลูกหนังที่ผลิตยอดนักเตะระดับปรากฏการณ์ป้อนสู่ยุโรปมาทุกยุคทุกสมัย

ตั้งแต่ยุคของ ลิลิย็อง ตูราม (Lilian Thuram) ปราการหลังแชมป์โลก 1998, เธียร์รี อองรี (Thierry Henry) สุดยอดดาวซัลโวตลอดกาล มาจนถึง แม็กแซงส์ ลาครัวซ์ (Maxence Lacroix) ปราการหลังยุคใหม่ผู้มีสปีดทะลุ 35.8 กม./ชม.

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เกาะเล็กๆ แห่งนี้กลายเป็น “เตาหลอมยอดนักเตะระดับโลก”? เราสามารถถอดรหัส DNA ฟุตบอลของกวาเดอลุปออกมาได้เป็น 3 ปัจจัยหลักดังนี้

DNA กวาเดอลุป จาก ตูราม และ อองรี สู่ ลาครัวซ์

  1. พันธุกรรมสายเลือดแคริบเบียน: สรีระและกล้ามเนื้อแห่งการระเบิดพลัง (Physical Dominance)
    หากวิเคราะห์ในเชิงสรีรวิทยา ผู้เล่นสายเลือดกวาเดอลุปมีสัดส่วนของ เส้นใยกล้ามเนื้อหดตัวเร็ว (Fast-Twitch Muscle Fibers) ในระดับที่สูงมาก กล้ามเนื้อชนิดนี้มีคุณสมบัติในการสร้างพลังและความเร็วได้อย่างมหาศาลในเสี้ยววินาที (Explosive Power)

มรดกจาก อองรี: ความเร็วต้นที่สปีดหนีกองหลังได้ใน 2-3 ก้าวแรกของ เธียร์รี อองรี (ซึ่งมีคุณพ่อเป็นชาวกวาเดอลุป) คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของสรีระสายพันธุ์นี้

มรดกสู่ ลาครัวซ์: สรีระร่างยักษ์ 190 ซม. ของ แม็กแซงส์ ลาครัวซ์ ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความเร็วเลยแม้แต่น้อย เขาสามารถสปริ้นต์ด้วยความเร็วสูงสุด 35.8 กม./ชม. ซึ่งเร็วกว่าปีกตัวจี๊ดหลายคนในยุโรปเสียอีก

สรีระอันแข็งแกร่ง สปีดต้นที่จัดจ้าน และแรงกระโดดอันสูงลิบ จึงเป็น “DNA ตั้งต้น” ที่ธรรมชาติมอบให้ชาวเกาะแห่งนี้ตั้งแต่เกิด

  1. วัฒนธรรมสตรีตฟุตบอล: สัญชาตญาณและการอ่านเกมในพื้นที่แคบ

แม้ยุโรปจะมีระบบอะคาเดมี่ที่ทันสมัย แต่กวาเดอลุปหล่อหลอมวัยเด็กของนักเตะด้วย สตรีตฟุตบอล (Street Football) หรือฟุตบอลชายหาดและสนามตรอกซอย สภาพแวดล้อมเช่นนี้บังคับให้เด็กๆ ต้องเอาตัวรอดจากการปะทะที่ถึงลูกถึงคน และต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในพื้นที่จำกัด

ทางบอลอันสุขุมของ ตูราม: ลิลิย็อง ตูราม เติบโตบนเกาะแห่งนี้จนถึงอายุ 9 ขวบ สัญชาตญาณการอ่านเกม การดวลตัวต่อตัว (1v1) และหัวใจที่ไม่เคยกลัวการปะทะ ถูกบ่มเพาะมาจากฟุตบอลถนนบนเกาะ ก่อนจะถูกนำไปเจียระไนต่อในระบบสโมสรฝรั่งเศส

สไตล์การสกัดของ ลาครัวซ์: ลาครัวซ์มีจุดเด่นเรื่องการสไลด์กวาดบอลระยะไกลและการอ่านทิศทางการเคลื่อนที่ของคู่แข่ง ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องอาศัยการตัดสินใจในเสี้ยววินาที—สัญชาตญาณที่สตรีตฟุตบอลหล่อหลอมมาให้อย่างสมบูรณ์แบบ

  1. โครงสร้าง “ท่อส่งอัจฉริยะ” (The Pipeline) ของระบบฟุตบอลฝรั่งเศส
    ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้พรสวรรค์ของชาวกวาเดอลุปไม่สูญเปล่า คือสถานะทางกฎหมายที่เป็น “จังหวัดโพ้นทะเลของฝรั่งเศส” (Overseas Department) ชาวกวาเดอลุปถือสัญชาติฝรั่งเศสแต่กำเนิด ส่งผลให้เกิดความได้เปรียบทางโครงสร้าง 2 ข้อใหญ่:

เครือข่ายแมวมองและการพัฒนา (Scouting & Academy): สมาคมฟุตบอลฝรั่งเศส (FFF) มีศูนย์ฝึกและเครือข่ายแมวมองสแกนหาเพชรเม็ดงามบนเกาะโดยตรง ดาวรุ่งฝีเท้าดีจะถูกดึงเข้าสู่ศูนย์ฝึกระดับท็อปของฝรั่งเศส (เช่น Sochaux, Rennes, Monaco) ตั้งแต่วัยรุ่น

ไม่มีกำแพงเรื่องโควต้า: นักเตะอย่าง ตูราม หรือ ลาครัวซ์ สามารถย้ายไปค้าแข้งในลีกชั้นนำของยุโรปได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเวิร์กพาร์มิตหรือโควต้านักเตะนอกอียู (Non-EU)

บทสรุป: การส่งต่อมรดกจากรุ่นสู่รุ่น
เมื่อนำ สรีระสายพันธุ์ระเบิดพลัง + สัญชาตญาณสตรีตฟุตบอล + แท็กติกอันเข้มงวดของฝรั่งเศส มารวมกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นยอดนักเตะที่สมบูรณ์แบบทั้งร่างกายและสมอง

การเดินทางของสายเลือดกวาเดอลุปไม่ได้จบลงแค่ในยุคของ ลิลิย็อง ตูราม หรือ เธียร์รี อองรี แต่ดีเอ็นเออันทรงพลังนี้กำลังถูกสานต่อโดยปราการหลังยุคใหม่อย่าง แม็กแซงส์ ลาครัวซ์—เป็นเครื่องยืนยันว่า ตราบใดที่เกาะเล็กๆ แห่งนี้ยังคงมีลูกฟุตบอลและเด็กๆ ที่วิ่งเล่นบนผืนทราย กวาเดอลุปจะยังคงเป็น “เตาหลอมยอดนักเตะ” ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้วงการฟุตบอลโลกไปอีกนาน

คลิปเดาะบอล จูเนียร์ ครูปี จุดประกายความฝัน! แข้งโนมเนมไนจีเรียร้องขอ บอร์นมัธ ให้โอกาสทดสอบฝีเท้า 7 วัน

คลิปโชว์ทักษะของ เอลี จูเนียร์ ครูปี แนวรุกดาวรุ่งวัย 20 ปีของ บอร์นมัธ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ได้รับความสนใจอย่างมากบนโลกออนไลน์ หลังนักฟุตบอลจากไนจีเรียรายหนึ่งใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อขอโอกาสไล่ตามความฝันในการเป็นนักเตะอาชีพ

ก่อนหน้านี้ บอร์นมัธ สโมสรในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้เผยแพร่คลิปของ ครูปี ขณะกำลังเดาะบอลและโชว์สกิลส่วนตัวสุดเท่ระหว่างการฝึกซ้อม ก่อนที่ โอเลากัน ริคชาร์ด ผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม X ซึ่งมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ จะรีโพสต์คลิปดังกล่าว พร้อมเขียนข้อความถึงสโมสรโดยตรง

โอเลากัน แนะนำตัวว่าเป็นผู้เล่นริมเส้นที่สามารถเล่นกองหน้าได้ พร้อมขอโอกาสเข้ารับการทดสอบฝีเท้ากับ บอร์นมัธ เป็นเวลา 7 วัน โดยยืนยันว่าไม่ได้ต้องการเรียกร้องสัญญา และพร้อมจากไปโดยไม่มีปัญหา หากสโมสรพิจารณาแล้วว่าความสามารถของเขายังไม่ดีพอ

ขอเพียง 7 วัน เพื่อพิสูจน์ตัวเอง

ข้อความของ โอเลากัน ระบุว่า

“สวัสดี บอร์นมัธ

ผมชื่อ โอเลากัน เป็นผู้เล่นริมเส้นที่สามารถเล่นเป็นกองหน้าได้ และมาจากประเทศไนจีเรีย

ผมไม่ได้กำลังขอสัญญา ผมเพียงต้องการเวลา 7 วันในการทดสอบฝีเท้า เพื่อแสดงให้พวกคุณเห็นว่าผมสามารถทำอะไรได้บ้าง หากผมยังไม่ดีพอ ผมก็พร้อมเดินจากไปโดยไม่มีความรู้สึกไม่ดีใด ๆ

ผมมีความเร็ว เล่นอย่างตรงไปตรงมา และทำงานหนักกว่าทุกคนในสนาม

สามารถรับชมไฮไลต์ของผมได้ที่ youtube.com/@Olaogun9

ขอบคุณ
โอเลากัน”

โพสต์เสนอตัวของเขาได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม โดยมียอดกดถูกใจมากกว่า 76,000 ครั้ง และมียอดเข้าชมสูงถึง 14 ล้านครั้ง พร้อมกับความคิดเห็นจำนวนมากที่เข้ามาให้กำลังใจ และเรียกร้องให้ บอร์นมัธ มอบโอกาสแก่เขา

แม้ยังไม่มีรายงานว่าสโมสรจะตอบรับคำขอดังกล่าวหรือไม่ แต่การใช้คลิปของ ครูปี เป็นจุดเริ่มต้นในการนำเสนอตัวเอง ได้ช่วยให้ความฝันของ โอเลากัน ถูกมองเห็นจากผู้คนนับล้านภายในเวลาไม่นาน