แค่ตัวประกอบ? เบนินโวยถูกกีดกันสารพัดแมตช์อำลาเมสซี

ราวกับหนังคนละม้วน เมื่อก่อนหน้านี้มีข่าวออกมาว่านักเตะทีมชาติเบนินมีความสุขมากกับแมตช์อำลาทีมชาติของ ลีโอเนล เมสซี ในเกมพบ อาร์เจนตินา ทว่าล่าสุดโค้ชของพวกเขาออกมาแฉว่าถูกปฏิบัติเป็นเหมือนแค่ตัวประกอบ 

พวกเขาโดนอะไรบ้าง และเหตุใดถึงเดือดจัดขนาดนี้ ติดตามไปพร้อมกัน 

แค่ถ่ายรูปยังไม่ได้ 

เกมนัดสุดท้ายในสีเสื้ออาร์เจนตินาของ ลิโอเนล เมสซี ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดในวงการลูกหนัง 

ทั้งการยังมีบทบาทสำคัญในเกมรุกด้วยการทำ 2 แอสซิสต์ให้ ก่อนจะซัดประตูปิดท้าย ซึ่งเป็นประตูที่ 126 ในนามทีมชาติของเจ้าตัว ไปจนถึงบรรยากาศสุดแสนชื่นมื่นหลังเกม 

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความยินดี กลับมีประเด็นร้อนจาก เกนัวต์ โรห์ กุนซือของ เบนิน ที่ออกมาเปิดเผยว่าพวกเขาถูกกีดกันจากเจ้าภาพราวกับเป็นแค่ตัวประกอบ 

โรห์ กล่าวว่านักเตะของเบนิน ไม่ได้รับอนุญาตให้ไปแลกเสื้อกับผู้เล่นอาร์เจนตินา หรือแม้แต่ถ่ายรูปร่วมกับ เมสซี แถมยังถูกสั่งห้ามเข้าใกล้ห้องแต่งตัวของคู่แข่งอีกด้วย

อันที่จริง ก่อนหน้านี้ก็มีเสียงวิจารณ์ต่อ เมสซี กับท่าทีที่ดูไม่อยากถ่ายภาพเซลฟีกับผู้เล่นเบนินคนหนึ่ง แต่บางส่วนก็ออกมาปกป้องว่าเขากำลังดื่มด่ำกับความรู้สึกในเกมนัดสุดท้าย จึงอาจจะไม่มีอารมณ์มาถ่ายเซลฟี 

“มันยากมากๆ เราเหนื่อยมาก” โรห์ กล่าวกับ RMC 

“อาร์เจนตินาไม่ได้ให้อะไรกับผู้เล่นของเราเลย แม้แต่รูปถ่ายของเมสซี เราอยากจะแลกเสื้อ แต่เราแลกไม่ได้เลย” 

โรห์ ยอมรับว่าเกมนัดนี้ถือเป็นประสบการณ์สุดพิเศษสำหรับทีม แต่เขาก็เชื่อว่าพวกเขาควรได้รับอะไรมากกว่านี้ ไม่ใช่ถูกกีดกันขนาดนี้

“อาร์เจนตินาไม่ได้ให้อะไรกับผู้เล่นของเราเลย แม้แต่รูปถ่ายของเมสซี เราอยากจะแลกเสื้อ แต่เราแลกไม่ได้เลย” โรห์ กล่าว

“พวกเขาไม่ให้เราเข้าไปอุโมงค์ของฝั่งนั้นด้วยซ้ำ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกันไม่ให้ทุกคนเข้าไป ผู้เล่นบางคนพกเสื้อแข่งมาเองเพื่อแลกกับผู้เล่นคนอื่น เราพยายามทำทุกวิถีทางแล้ว แต่มันไม่ได้ผล” 

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่สิ่งเดียวที่แข้งเบนินชุดนี้ต้องเผชิญ 

อุปกรณ์ประกอบฉาก? 

ท่ามกลางดราม่าหลังเกมนัดนี้ ยังมีกระแสข่าวหลุดมาว่าทีมชาติเบนินยังไม่ได้รับส่วนแบ่งรายได้จากตั๋วเข้าชม ที่ขายจนหมดเกลี้ยงกว่า 85,000 ใบ 

แถมก่อนหน้านี้ ทีมชาติเบนิน ยังไม่ได้รับการปฏิบัติจากเจ้าภาพในระดับค่อนข้างแย่ จนกลายเป็นทริปสุดสยอง ทั้งการเดินทางอันยาวนานถึง 23 ชั่วโมง ไปจนถึงน้ำร้อนในโรงแรมใช้ไม่ได้ในบางชั้น 

หนึ่งในผู้ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้คือ โรม็องต์ โมลินา นักข่าวสายสืบสวนจาก The Guardian และ New York Times ที่กล่าวผ่าน X ของเขา 

“‘ความเคารพ’ ของสมาคมฟุตบอลและนักเตะอาร์เจนตินาที่มีต่อเบนิน : ไม่มีโบนัส ไม่มีส่วนแบ่งรายได้จากตั๋วเข้าชม ไม่มีการแลกเสื้อ ไม่มีการถ่ายรูป ห้ามเข้าพื้นที่ผู้เล่นอาร์เจนตินา” โมลินา กล่าว

“ทุกอย่างล้วนเป็นการแสวงหาผลประโยชน์บนหลังของผู้ที่ถูกปฏิบัติราวเป็นแค่อุปกรณ์ประกอบฉาก” 

แม้ว่าสุดท้ายทีมชาติเบนิน จะได้เสื้อที่ระลึกของ เมสซี แต่มันก็เกิดจากการที่ โรห์ ไปขอร้องให้ ลิโอเนล สคาโลนี กุนซือฟ้าขาวช่วยจัดการให้ 

โรห์ กล่าวว่าเขาต้องเอาเสื้อทีมชาติอาร์เจนตินาชุดฟุตบอลโลก 2018 ที่สกรีนชื่อเมสซีของตัวเอง ฝากไปกับ สคาโลนี ก่อนจะได้คืนกลับมาพร้อมลายเซ็น

“ผมรออยู่ชั่วโมงครึ่ง แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก” โรห์ กล่าว 

ทั้งนี้ ล่าสุดสมาคมฟุตบอลอาร์เจนตินา ก็ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงในประเด็นนี้อย่างเป็นทางการ ขณะที่คำกล่าวของ โรห์ ก็ไม่ได้ยืนยันว่า เมสซี พยายามปฏิเสธการเข้าถึงทั้ง 

ในทางกลับกัน มันคือการวิพากษ์วิจารณ์ที่มุ่งเน้นไปที่ข้อจำกัดการเข้าหา เมสซี รวมถึงทีมชาติอาร์เจนตินา ที่ดูเหมือนกับว่าละเลยผู้มาเยือนที่อดทนบินข้ามน้ำข้ามทะเลเกือบ 1 วันเต็มมายังบัวโนสไอเรส 

แม้อาจจะปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือหนึ่งในเกมสำคัญทั้งของ เมสซี ชาวอาร์เจนตินา วงการลูกหนัง แต่ในอีกฝั่งหนึ่งของสนาม พวกเขาก็คือมนุษย์ที่อยากมีส่วนร่วมกับความยินดีนี้เช่นกัน 

เจ้าหน้าที่สนามกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ช่วง เมสซี พูดลาอาร์เจนตินาหลังจบเกมสุดท้าย

เจ้าหน้าที่คุ้มกันสนามถึงกับกลั้นน้ำตาของตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ หลัง ลิโอเนล เมสซี พูดสั่งลากับทีมชาติอาร์เจนตินาหลังเกมชนะเบนิน ซึ่งเป็นเกมทีมชาตินัดสุดท้ายของเจ้าตัว

กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว

ปิดฉากฟุตบอลทีมชาติได้แบบสวยสดงดงามสำหรับ ลิโอเนล เมสซี จอมเก๋าชาวอาร์เจนตินา หลังพาทีมฟ้าขาวชนะ เบนิน ไป 3-0 เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในเกมนี้ เมสซี มาครบเลยทั้งประตูและแอสซิสต์ แถมทีมก็ยังสามารถเก็บชัยชนะได้ ถือว่าเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมเหมาะสมกับการส่งท้ายของเขากับทีมชาติอาร์เจนตินาสุด ๆ

หลังจบเกม ที่ไม่มีใครอยากให้มันจบ เมสซี ก็ได้ออกมากล่าวถึงแฟนบอลอาร์เจนตินา ทำเอาคนที่ดูหรือรับฟังอยู่ตรงนั้นต่างก็มีน้ำตาออกมา ไม่ว่าจะเป็นแฟนบอล เพื่อนร่วมทีม หรือแม้กระทั่งครอบครัวของ เมสซี เอง

อย่างไรก็ตาม นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้ว ล่าสุดมีแฟนบอลลงคลิปเพิ่มเติมว่าเขาก็เห็นเจ้าหน้าที่สนามก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่เหมือนกัน มันทำให้เห็นเลยว่าการอำลาทีมชาติของ เมสซี ส่งผลต่อจิตใจของแฟนบอลมากแค่ไหน

เกินความจำเป็น! โรดรี้ ให้เหตุผลเองทำไมไม่เล่นโซเชียลมีเดีย

มิดฟิลด์จอมเก๋าชาวสเปนของทีมเจ้าบุญทุ่ม ออกมาให้เหตุผลเองว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมเล่นโซเชียลมีเดีย ทั้ง ๆ ที่นักเตะและทุกคนรอบตัวต่างมีกันหมด

ทำไม โรดรี้ ไม่เล่นโซเชียลมีเดีย?

ในยุคที่การสื่อสารมันเร็วและใคร ๆ ก็หารายได้จากโซเชียลมีเดียได้แบบนี้ น้อยคนมาก ๆ ที่จะไม่มีมันไว้ติดตัว รวมไปถึงนักฟุตบอลอาชีพ ที่นอกจากรายได้หลักในการเล่นฟุตบอล โซเชียลมีเดียก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะทำเงินให้กับพวกเขาได้

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีมันไว้ทั้งหมด ซึ่งหนึ่งในคนที่หลาย ๆ คนรู้กันว่าไม่เล่นโซเชียลแบบเด็ดขาดเลยก็คือมิดฟิลด์ดีกรีแชมป์โลกหนล่าสุดอย่าง โรดรี้ แข้งทีมชาติสเปนจาก บาร์เซโลนา

ล่าสุด ทีมงานมีเดียของ บาร์เซโลนา ได้ไขข้อสงสัยเรื่องนี้ให้กับแฟน ๆ แล้วด้วยการดึง โรดรี้ มาทำคอนเทนต์แล้วถามเหตุผลว่าทำไมไม่เล่นโซเชียล ซึ่งคำตอบที่กองกลางเจ้าบุญทุ่มให้ถือว่าน่าสนใจมาก

โรดรี้ กล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้ว่า เขาไม่จำเป็นจะต้องใช้มันเลย เพราะว่ารอบข้างของเขาเต็มไปด้วยผู้คนดี ๆ อยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องใช้โซเชียลมีเดียหามันเพิ่มอีก

“ผมไม่เคยต้องการมันเลยครับ” โรดรี้ กล่าว

“รอบตัวของผมเต็มไปด้วยผู้คนที่ดี ๆ ทั้งนั้น ผมตัดสินใจเรื่องนี้ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว ตั้งแต่ผมอายุ 12 ได้เลย ผมไม่เคยอยากเล่นมันเลย ผมรู้สึกโอเคที่ไม่ต้องมีมัน”

นักเตะเบนินสุดเอ็นจอยดื่มด่ำบรรยากาศแฟนบอลอาร์เจนตินาก่อนเกมอำลา เมสซี่

นักเตะและทีมงานสต๊าฟโค้ชของทีมชาติเบนินดื่มด่ำบรรยากาศสุดคึกคักของแฟนบอลอาร์เจนตินาในเกมสุดท้ายในนามทีมชาติของ ลิโอเนล เมสซี่

ดื่มด่ำบรรยากาศ

เบนิน ชาติจากทวีปแอฟริกาและทีมอันดับที่ 89 ในฟีฟ่า แรงค์กิง ได้รับเกียรติจากทีมชาติอาร์เจนตินาให้เป็นคู่แข่งทีมสุดท้ายของ ลิโอเนล เมสซี่ ในนามทีมชาติ

แน่นอนว่าด้วยคุณภาพนักเตะที่ต่างกันลิบลับทำให้พวกเขาไม่สามารถสร้างเซอร์ไพรส์ในเกมนี้ได้ ก่อนแพ้ไปตามระเบียบ 0-3

แม้รู้ว่าต้องแพ้แน่ ๆ แต่นักเตะของพวกเขาดูจะเอ็นจอยกับเกมนัดนี้สุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นบทสัมภาษณ์ก่อนเกมที่พูดถึงความรู้สึกที่จะได้ลงเล่นพบกับ อาร์เจนตินา หรือความภูมิใจที่จะได้อยู่ในสนามเดียวกับยอดนักเตะอย่าง เมสซี่

ในช่วงก่อนเริ่มการอบอุ่นร่างกายบรรดานักเตะและทีมงานสต๊าฟโค้ชของทีมชาติเบนินได้เดินลงมาในสนามอยู่ท่ามกลางแฟนบอล 85,000 คน ที่มารับชมเกมนี้แบบเต็มความจุของเอสตาดิโอ มาส โมนูเมนตัล

ระหว่างนั้นนักเตะของเบนินต่างก็ดื่มด่ำกับบรรยากาศของแฟนบอลอย่างสนุกสาน บางคนก็กระโดดโลดเต้นไปตามจังหวะเสียงเชียร์ ส่วนบางคนก็ถ่ายคลิปเก็บไว้ในโทรศักพท์ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่พวกเขาจะมีโอกาสสัมผัสกับบรรยากาศแบบนี้อีกสักครั้ง

และช่วงก่อนเริ่มเกมทางกัปตันทีมอย่าง เซสซี่ ดัลเมด้า ก็ได้มอบจดหมายที่เหล่าผู้เล่นช่วยกันเขียนและรูปปั้นขนาดเล็กให้ เมสซี่ เก็บไว้ที่เป็นที่ระลึกอีกด้วย

“เดี๋ยวผมจัดการเอง” ครบรอบ 25 ปีเบื้องหลังฟรีคิกประวัติศาสตร์ของ เดวิด เบ็คแฮม ใส่กรีซ

วันที่ 6 ตุลาคม 2001 กลายเป็นหนึ่งในคืนที่ถูกจดจำมากที่สุดของ เดวิด เบ็คแฮม กับทีมชาติอังกฤษ เมื่อฟรีคิกในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของเขาช่วยให้ “สิงโตคำราม” ไล่ตีเสมอกรีซ 2-2 ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด พร้อมคว้าตั๋วผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลก 2002 รอบสุดท้ายโดยอัตโนมัติ

เวลาผ่านมา 25 ปี ประตูดังกล่าวยังคงถูกพูดถึงไม่ใช่เพียงเพราะความสวยงาม แต่รวมถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนที่เบ็คแฮมจะส่งบอลพุ่งเข้าไปสู่ก้นตาข่าย

ก่อนฟรีคิกที่เปลี่ยนทุกอย่าง

อังกฤษลงสนามเกมสุดท้ายของรอบคัดเลือกโดยรู้ว่าผลเสมอเพียงพอสำหรับการจบอันดับหนึ่งของกลุ่ม แต่เกมกลับไม่เป็นไปตามที่คาด เมื่อกรีซสร้างปัญหาและเป็นฝ่ายขึ้นนำถึงสองครั้ง

เท็ดดี้ เชอริงแฮม ซึ่งถูกส่งลงสนามในครึ่งหลัง ก่อนโหม่งตีเสมอ 1-1 แทบจะทันทีที่ลงมา เปิดเผยภายหลังว่าอังกฤษเล่นได้ไม่ดีนักในวันนั้น และเมื่อกรีซกลับมานำ 2-1 ความกดดันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ก่อนฟรีคิกสำคัญในช่วงท้าย เชอริงแฮมยังแซวเบ็คแฮมด้วยว่า เจ้าตัวลองยิงฟรีคิกมาแล้วหลายครั้งตลอดเกม ทั้งติดกำแพง ยิงข้าม และยิงเรียดไม่สำเร็จ พร้อมเสนอว่าจะขอยิงแทน เบ็คแฮม เอง

คำตอบที่ได้รับคือ

“พี่ยิงไม่ถึงจากตรงนี้หรอก เท็ด ปล่อยให้ผมจัดการเอง”

เชอริงแฮม ยอมรับว่าเขารู้ดีอยู่แล้วว่าเบ็คแฮมคือผู้เชี่ยวชาญด้านลูกตั้งเตะ หลังซ้อมฟรีคิกซ้ำแล้วซ้ำเล่าแทบทุกวัน และในช่วงเวลาที่ทีมต้องการมากที่สุด เขาก็ทำในสิ่งที่ถนัดได้สำเร็จ

เมื่อความกดดันกลายเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์

เบ็คแฮมวางบอลหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนปั่นด้วยเท้าขวาข้ามกำแพงและเสียบมุมบนอย่างสมบูรณ์แบบ ช่วยให้อังกฤษตีเสมอ 2-2 ในนาทีสุดท้าย

นิคอส ดาบิซาส กองหลังกรีซในเกมนั้น ยอมรับว่าแม้เขาจะไม่เห็นด้วยกับการตัดสินให้ฟรีคิก แต่คุณภาพของการยิงนั้นแทบไม่มีอะไรให้โต้แย้ง

อดีตกองหลังรายนี้เรียกมันว่าเป็น “มาสเตอร์คลาส” ของการวางน้ำหนัก ทิศทาง และมุมยิง พร้อมยอมรับว่าเมื่อบอลพุ่งเข้าประตู นักเตะกรีซทำได้เพียงยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ด้าน มาร์ติน ไทเลอร์ ผู้บรรยายเกมในวันนั้น เล่าว่าเบ็คแฮมยิงฟรีคิกไปแล้วถึงห้าครั้งก่อนหน้านั้น และแต่ละครั้งเหมือนขยับเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะสำเร็จในครั้งที่สำคัญที่สุด

สำหรับเบ็คแฮม ประตูดังกล่าวยังมีความหมายมากกว่าการพาทีมไปฟุตบอลโลก เพราะมันเกิดขึ้นเพียงสามปีหลังเขากลายเป็นเป้าหมายของเสียงวิจารณ์ทั่วอังกฤษจากใบแดงในฟุตบอลโลก 1998

จากนักเตะที่เคยถูกตำหนิอย่างหนัก เขากลายเป็นกัปตันผู้ช่วยประเทศในช่วงเวลาสำคัญที่สุด และฟรีคิกที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดก็กลายเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญที่สุดตลอดอาชีพของเขา

ชิชาริโต้ ไปเที่ยวญี่ปุ่นเลยซื้อถุงเท้าใหม่ใส่เดินบนถนน เทสต์ระบบความสะอาด

อดีตศูนย์หน้าของทีมปีศาจแดงไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นแล้วอยากเทสต์ระบบความสะอาด เลยซื้อถุงเท้าคู่ใหม่มาใส่เดินบนถนนตามกระแสไวรัล

ชิชาริโต้ เทสต์ระบบญี่ปุ่น

หลาย ๆ คนคงจะรู้กันเป็นอย่างดีว่าประเทศญี่ปุ่นขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องความมีระเบียบวินัย และเรื่องนี้มันก็ส่งผลให้บ้านเมืองที่นั่นมีความสะอาดสุด ๆ ทำให้มีความน่าอยู่ทั้งคนในประเทศและนักท่องเที่ยว

ล่าสุด ฮาเวียร์ เฮอร์นานเดซ หรือแฟนบอลรู้จักกันในชื่อ ชิชาริโต้ อดีตกองหน้าทีมชาติเม็กซิโกของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เดินทางไปพักผ่อนที่แดนอาทิตย์อุทัยแล้วทำคอนเทนต์ลงโซเชียลส่วนตัวอยู่เรื่อย ๆ

โดยที่หนึ่งในคอนเทนต์ที่ ชิชาริโต้ ทำ ก็คือการไปซื้อถุงเท้าขาวมาคู่หนึ่งแล้วลองใส่เดินเหยียบบนถนนในญี่ปุ่นดูสักพักแล้วเอามาเช็คอีกทีว่ามีรอยดำหรือเปื้อนอะไรรึเปล่า เทสต์ระบบความสะอาดของญี่ปุ่นกันแบบสุด ๆ

ซึ่งสุดท้าย หลังจากเดินไปสักพัก ชิชาริโต้ ก็เอาถุงเท้ามาดูแล้วปรากฎว่าไม่มีแม้แต่รอยเปื้อนรอยดำ นั่นยิ่งพิสูจน์ให้เห็นเลยว่าบ้านเมืองของประเทศญี่ปุ่นสะอาดมากจริง ๆ เหมือนกับที่เราเห็น ๆ กันตามในจอทีวี

โอลิเซ่ เป็นงง เดมเบเล่ วิ่งเอาปลอกแขนมาให้ ก่อนสุดท้ายส่งต่อให้ คุนเด้

ไมเคิล โอลิเซ่ ถึงกับทำหน้าประหลาดใจหลังได้รับปลอกแขนกัปตันทีมจาก อุสมาน เดมเบเล่

งงเลยทีเดียว

หลังจากที่ 3 เกมแรกของ ฝรั่งเศส ในยุค ซีเนอดีน ซีดาน ฟอร์มเกมรุกดูจะยังฝืด ๆ ยิงได้เพียงนัดละลูกเท่านั้น แต่เกมล่าสุดพวกเขากลับมาเข้าฝักอีกครั้งหลังเปิดบ้านถล่ม เบลเยียม 4-1

โดยเกมนี้ เบลเยียม เป็นฝ่ายได้ประตูออกนำไปก่อนตั้งในนาทีที่ 35 จาก โดดี้ ลูเกบากิโย และนำยาวไปจนถึงครึ่งหลัง กระทั่งนาที 60 ซีดาน ได้แก้เกมครั้งใหญ่

เมื่อเขาส่ง ไมเคิล โอลิเซ่, รายาน แชร์กี และ ลูคัส ดา คุนญา ลงสนามพร้อมกัน ส่วนคนที่โดนเปลี่ยนตัวออกนั้นคือ มานู โคเน่, แม็กเนส อักลิอูช และกัปตันทีมอย่าง อุสมาน เดมเบเล่

ซึ่งในจังหวะเปลี่ยนตัวนั้น เดมเบเล่ ได้ถอดปลอกแขนและมอบให้กับ โอลิเซ่ ทำเอาปีกจาก บาเยิร์น มิวนิค ถึงกับทำหน้าประหลาดใจที่ได้รับปลอกแขน แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้รับไว้เอง และวิ่งไปส่งต่อให้ ฌูลส์ คุนเด้ อีกที

และต้องบอกว่าการแก้เกมของ ซีดาน นั้นยอดเยี่ยมจริง ๆ เมื่อพวกเขามาได้ประตูตีเสมอจากอีกหนึ่งตัวสำรองอย่าง เดซิเร้ ดูเอ้ นาที 77 จากนั้น แชร์กี มาทำประตูแซงนำในนาที 81 ก่อนที่ โอลิเซ่ จะยิง 2 ประตู ในนาที 88 และ 90+1 พาทีมคว้าชัยได้สำเร็จ

โยเคเรส ถึงกับหลุดขำ! พ็อตเตอร์ ติดตลก บอกแข้งสวีเดนถอนตัวเยอะพอ ๆ กับข้อกล่าวหาที่ แมนซิตี้ โดน

กุนซือของทีมชาติสวีเดนพูดติดตลกจนกลายเป็นไวรัล หลังแซวทีมตัวเองว่ามีนักเตะถอนตัวจากโปรแกรมทีมชาติรอบนี้เยอะพอ ๆ กับข้อกล่าวหาที่เรือใบสีฟ้าโดนอยู่ในตอนนี้

โยเคเรส ถึงกับหลุดขำ

เรื่องนักเตะต้องถอนตัวออกจากทีมชาติกลางคันถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เราเห็นกันได้จนชินตา แต่กับทีมชาติสวีเดนของ เกรแฮม พ็อตเตอร์ รอบนี้ถือว่าหนักกว่าเพื่อน หลังมีนักเตะไม่พร้อมและขอถอนตัวออกไปถึง 11 คนเลยทีเดียว

เรื่องนี้ ทำเอาอดีตกุนซือของ เชลซี และ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ทนไม่ไหว ขอระบายกับผู้สื่อข่าวในห้องแถลงข่าวสักหน่อย ก่อนที่สุดท้ายมันจะกลายเป็นจังหวะไวรัล

เมื่อเฮดโค้ชชาวอังกฤษพูดขึ้นมาว่า “ผมคิดว่านักเตะที่ถอนตัวออกไปรอบนี้มีเยอะมากนะ และ เอ่อ น่าจะเยอะพอ ๆ กับข้อกล่าวหาที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังโดนอยู่ตอนนี้เลยล่ะครับ”

ช็อตนั้น พ็อตเตอร์ พูดติดตลกเรียกเสียงฮาจากห้องแถลงข่าวได้ แต่ที่พีคไปกว่านั้นก็คือ วิคเตอร์ โยเคเรส กองหน้าของ อาร์เซนอล ที่อยู่ข้าง ๆ ดันเผลือหลุดยิ้มออกมาด้วย แบบที่ว่าอีกนิดเดียวก็จะขำอยู่แล้ว แต่ยังดีที่เก็บอาการอยู่

สำหรับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังถูกคณะกรรมการอิสระตัดสินว่ามีความผิด 114 จาก 115 ข้อกล่าวหาที่พรีเมียร์ลีกตั้งขึ้น สโมสรยังคงปฏิเสธการกระทำผิดและกำลังเดินหน้าต่อสู้คดี โดยได้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินอย่างเป็นทางการแล้ว ขณะที่บทลงโทษขั้นสุดท้ายยังต้องรอผลจากกระบวนการอุทธรณ์ต่อไป

ผลบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ดอนนารุมมา เหนียวจัด! โอลิเซ่ ซัดฟรีคิกสุดสวย แต่ อูปาเมกาโน่ แดง ฝรั่งเศสเหนือกว่าแต่พลาดง่าย เสมอ อิตาลี 1-1

ดูบอลสด โปรแกรมถ่ายทอดสด ฟุตบอลยูฟ่า เนชันส์ลีก ฝรั่งเศส พบ อิตาลี ถ่ายช่องไหน? วิเคราะห์บอล สถิติน่าสนใจ พร้อม 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาด

ความพร้อมก่อนเกม 

ฝรั่งเศส ของ ซีเนอดีน ซีดาน คว้าชัย 2 เกมติดต่อกันด้วยสกอร์ 1-0 ทั้ง 2 นัด โดยเกมล่าสุดบุกไปชนะ เบลเยียม จากประตูชัยช่วงท้ายเกมของ ไมเคิล โอลิเซ่ รั้งจ่าฝูงของกลุ่ม A1 โดยความพร้อมก่อนเกมนี้ขาดเพียง คิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้ากัปตันทีมที่มีอาการบาดเจ็บเพียงรายเดียว ส่วนนอกนั้นไม่มีปัญหา

ทางด้าน อิตาลี ปลดล็อกคว้าชัยเกมแรกได้สำเร็จด้วยฟอร์มอันสวยหรู หลังบุกไปถล่ม ตุรกี 4-1 เก็บ 3 คะแนนแรก รั้งอันดับที่ 3 ของกลุ่มนี้ สำหรับเรื่องสภาพทีมไม่มีปัญหาเรื่องผู้เล่นบาดเจ็บหรือติดโทษแบน พร้อมใส่เต็มในเกมนี้ นำโดย 2 พี่น้องตระกูล เอสโปซิโต อย่าง ปิโอ และ เซบาสเตียโน่

ผลบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ดอนนารุมมา เหนียวจัด! โอลิเซ่ ซัดฟรีคิกสุดสวย แต่ อูปาเมกาโน่ แดง ฝรั่งเศสเหนือกว่าแต่พลาดง่าย เสมอ อิตาลี 1-1

ผู้ตัดสินเป่าเริ่มเกมการแข่งขัน

นาทีที่ 9 ฟรัตเตซี่ วางบอลยาวข้ามฟากให้ เซบาสเตียโน่ เอสโปซิโต ส่งต่อหนึ่งทีก่อนอิตาลีได้โอกาสเปิดเข้าในกรอบ 6 หลา มอยเซ่ เคน ได้ชาร์จจ่อ ๆ ดันยิงไปตรงตัว เมญอง ซะอย่างงั้น

นาทีที่ 23 จากจังหวะเตะมุมของฝรั่งเศส เล่นสั้นให้ ดูเอ้ ก่อนล็อกหนี่งทีส่งกลับให้ โอลิเซ่ จะเปิดเข้ากรอบเขตโทษ บอลแฉลบผู้เล่นอิตาลี เกือบเข้าประตู บอลไปตกบอลคานประตูเสียก่อน

นาทีที่ 37 จังหวะตัดการเปิดเกมของอิตาลีได้ บอลทะลุช่องมาให้ เดมเบเล่ ไม่ล้ำหน้า ตัดสินยิงไกลด้วยซ้าย บอลแรงแต่ตรงตัว ดอนนารุมมา แม้จะไม่ติดมือแต่ไม่มีปัญหาอะไร

นาทีที่ 41เกือบจะได้ประตูอีกแล้วสำหรับ อิตาลี เมื่อ ไมเคิล คาโยเด้ ทุ่มไกลเข้ากรอบเขตโทษ ปิโอ จับบอลลง และ ฟรัตเตซี่ ได้ยิงด้วยขวา แต่บอลแฉลบหลุดกรอบออกไป แถมจังหวะถัดมา มอยเซ่ เคน ได้ยิงเข้าประตูไปแล้วแต่ล้ำหน้า

จบครึ่งแรก ฝรั่งเศส 0-0 อิตาลี

ผู้ตัดสินเป่าเริ่มเกมครึ่งหลัง

นาทีที่ 48 ดับเบิ้ลเซฟของ ดอนนารุมม่าที่สุดยอด จากจังหวะแรก ดูเอ้ พาบอลหนีแนวรับถึงสามคน ก่อนยิงเรียดไปที่มุมล่าง บังคับให้ ดอนนารุมม่า ต้องพุ่งสุดตัวปัดเอาไว้ได้ จากนั้น เดมเบเล่ ได้ซ้ำจากจังหวะรีบาวด์ แต่กลับยิงไปตรงตัว ดอนนารุมม่า ที่ยังนอนอยู่กับพื้น ทำให้เซฟได้อีกครั้ง

GOAL! นาทีที่ 55 ฝรั่งเศสขึ้นนำ 1-0 จากลูกยิงสุดสวยของ โอลิเซ่ โดย แชร์กี สัมผัสบอลอย่างเหนือชั้นเพื่อเซตให้ ก่อนที่ ไมเคิล โอลิเซ่ จะซัดฟรีคิกระยะประมาณ 20 หลาแบบสุดแรง บอลพุ่งชนคานก่อนกระเด้งเข้าประตูไปอย่างเด็ดขาด ชนิด ดอนนารุมมา หมดสิทธิ์เซฟ

GOAL! นาทีที่ 68 มาจากไหน สำหรับ บาสโตนี เมื่อฝรั่งเศสพลาดง่ายๆ เมื่อ ราบิโอต์ จ่ายเข้ากลางสนามทำเพื่อนเล่นยาก  ดากูน่า เสียบอลให้ บาสโตนี ฉกไปได้ล่อเป้าใส่ เมญอง ตีเสมอฝรั่งเศสเป็น 1-1

นาทีที่ 81 อิตาลีเกือบแซงนำเมื่อบอลเปิดจากริมเส้นแล้ว มอยเซ่ เคน ได้โหม่งย้อยๆ บอลเกือบเสียบใต้คาน ไมค์ เมญอง ปัดออกไปได้

นาทีที่ 85 เสียเหลี่ยมเต็มๆ เมื่อ อูปาเมกาโน่ ไปดึง มอยเซ่ เคน ทั้งที่ตัวเองติดใบเหลืองอยู่แล้ว ทำให้โดนเหลืองสอง ไล่ออกจากสนามไป

จบเกม ฝรั่งเศส 1-1 อิตาลี

11 ตัวจริงของทั้งสองทีม

ฝรั่งเศส (4-2-3-1) : ไมค์ เมญอง – ปิแอร์ คาลูลู, เฌเรมี่ ฌักเกต์, ดาโยต์ อูปาเมกาโน่, อาเดรียง ทรูว์แฟร์ – ลูคาส ดา กูน่า, อาเดรียง ราบิโอต์ ,รายาน แชร์กี – ไมเคิล โอลิเซ่, เดซิเร ดูเอ้ – อุสมาน เดมเบเล่

อิตาลี (4-3-3) : จานลุยจิ ดอนนารุมมา – ไมเคิล คาโยเด้, จิออร์จิโอ สคัลวินี, อเลสซานโดร บาสโตนี, ริคคาร์โด คาลาฟิออรี – นิโคโล่ ฟาจิโอลี, ซานโดร โตนาลี, ดาวิเด้ ฟรัตเตซี่ – เซบาสเตียโน่ เอสโปซิโต, ปิโอ เอสโปซิโต, มอยเซ่ เคน

Etihad Airways เล็งฟ้องดำเนินคดี หลังได้รับผลกระทบจากข้อกล่าวหาของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

วงการฟุตบอลอังกฤษและธุรกิจการกีฬาต้องสะเทือนอีกครั้ง เมื่อ Etihad Airways สายการบินแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นสปอนเซอร์หลักของสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังพิจารณาเปิดฉากฟ้องร้องดำเนินคดีทางกฎหมายต่อองค์กร พรีเมียร์ลีก (Premier League) โดยตรง การเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก เมื่อองค์กรเอกชนระดับโลกที่เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ ตัดสินใจลงสนามทางกฎหมายเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเองจากข้อพิพาทในวงการฟุตบอล

ต้นเหตุความขัดแย้ง และผลกระทบต่อชื่อเสียงแบรนด์ระดับโลก

ชนวนเหตุสำคัญของการพิจารณาฟ้องร้องในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากกรณีที่พรีเมียร์ลีกได้ดำเนินคดีและตั้งข้อหาแมนฯ ซิตี้ ในข้อหาละเมิดกฎการเงิน (Financial Fair Play) และกฎเกี่ยวกับรายการที่เกี่ยวโยงกัน (Associated Party Transactions หรือ APT) ซึ่งในรายงานและเอกสารการสอบสวน มีการอ้างอิงถึงสัญญาสปอนเซอร์คาดอกเสื้อและชื่อสนามของ Etihad Airways โดยตั้งข้อสงสัยว่ามูลค่าสัญญาอาจถูกแต่งเติมให้สูงกว่าราคาตลาดจริง หรือมีการแอบแฝงเงินอุดหนุนตรงจากเจ้าของสโมสร

ข้อกล่าวหาดังกล่าวสร้างความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงระดับสากลของ Etihad Airways อย่างรุนแรง ทางสายการบินมองว่าการที่พรีเมียร์ลีกใช้ข้อกล่าวหาซึ่งยังไม่มีคำตัดสินแน่ชัด มาตั้งคำถามต่อความถูกต้องของสัญญาทางธุรกิจ ส่งผลกระทบเชิงลบต่อความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และการดำเนินงานทางธุรกิจขององค์กรในระดับโลก

ก้าวสำคัญทางกฎหมายที่อาจเปลี่ยนโฉมสปอนเซอร์ฟุตบอล

หาก Etihad Airways ตัดสินใจยื่นฟ้องพรีเมียร์ลีกอย่างเป็นทางการ การต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่จะสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับศึกพรีเมียร์ลีกอย่างแท้จริง เพราะนอกจากพรีเมียร์ลีกจะต้องรับมือกับคดีความกับสโมสรแมนฯ ซิตี้ แล้ว ยังต้องเผชิญหน้ากับฟ้องร้องจากแบรนด์การค้าระดับโลกอีกด้วย

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า กฎระเบียบทางการเงินที่พรีเมียร์ลีกนำมาใช้อย่างเข้มงวด เริ่มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างเกินกว่าแค่สโมสรฟุตบอล แต่เริ่มลามไปถึงสิทธิและผลประโยชน์ขององค์กรธุรกิจข้ามชาติ ซึ่งหากพรีเมียร์ลีกเป็นฝ่ายแพ้คดี อาจทำให้องค์กรต้องทบทวนการบังคับใช้กฎ APT และกฎการเงินใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับผู้สนับสนุนรายอื่นๆ ในอนาคต