โปรเจกต์ขายหุ้นฟีฟ่า องค์กรฟุตบอลแต่ละภูมิภาคคิดเห็นกันอย่างไร?

กลายเป็นประเด็นร้อนตลอดช่วงสัปดาห์ เมื่อ จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า ประกาศว่ามีแผนที่จะขายหุ้นฟุตบอลโลกให้แก่เอกชนภายนอก

นอกจากนี้ อินฟานติโน ยังพยายามจูงใจว่าหากชาติสมาชิกเอาด้วย ก็จะมอบเงินสนับสนุนให้มากถึง 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1,300 ล้านบาท

โลกลูกหนังโดยเฉพาะเหล่าองค์กรฟุตบอลในแต่ละทวีปคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ? ติดตามไปพร้อมกัน

หุ้นฟุตบอลโลกคือ?
มันคือโครงการที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่าเตรียมก่อตั้งบริษัทลูกในชื่อ FIFA Forward Enterprises (FFE) ไว้จัดการแข่งขันหลักของฟีฟ่าอย่างฟุตบอลโลกและฟุตบอลสโมสรโลก

FFE จะเข้ามารับช่วงดูแลกิจกรรมสร้างรายได้ให้ฟีฟ่า ไล่ตั้งแต่ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด
สปอนเซอร์และสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้า ตั๋วและกิจกรรมเกี่ยวกับการแข่งขัน ไปจนถึงการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ของฟุตบอลโลก และทัวร์นาเมนต์อื่น ๆ ของ ฟีฟ่า

ฟีฟ่ามีแผนจะขายหุ้น 21 เปอร์เซ็นต์ของบริษัท FFE ให้แก่นักลงทุนภายนอก ซึ่งคาดว่าจะระดมทุนเป็นเงินสูงถึง 4,200 ล้านดอลลาร์ฯ หรือราว 140,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี แผนนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบเกินกว่าครึ่งหนึ่งจากชาติสมาชิกทั้ง 211 ชาติ รวมถึงต้องผ่านการอนุมัติเรื่องกฎระเบียบจากสภาฟีฟ่าทั้ง 37 คน

ประกาศของฟีฟ่ายังระบุว่า พวกเขายังได้ JP Morgan ธนาคารยักษ์ใหญ่ของโลกมาเป็นที่ปรึกษาหลักของโครงการนี้ โดยมี Thrive Eternal บริษัทลงทุนระยะยาว ที่ก่อตั้งโดย โจชัว คุชเนอร์ น้องชายของ จาเร็ด คุชเนอร์ น้องเขยของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คาดว่าจะเป็นผู้ระดมกลุ่มนักลงทุนเข้ามา

นอกจากนี้ ฟีฟ่ายังยืนยันว่า หากโครงการนี้ผ่านไปด้วยดี เตรียมมอบเงินสนับสนุนให้แก่ชาติสมาชิกมากถึง 40 ล้านดอลลาร์ฯ หรือราว 1,300 ล้านบาท โดยจ่ายเป็นเงินก้อนแรก 20 ล้านดอลลาร์ฯ และอีก 20 ล้านดอลลาร์ฯ ภายใต้โครงการ FIFA Fast Forward ในช่วงปี 2027-2030

“การเติบโตในระยะต่อไปของฟีฟ่าจำเป็นต้องมีโครงสร้างที่เหมาะสม โดยให้กิจกรรมเชิงพาณิชย์ของฟุตบอลดำเนินงานในฐานะธุรกิจที่มุ่งเน้นและมีความเฉพาะทาง พร้อมกับแบ่งปันมูลค่าที่เกิดขึ้นให้มากขึ้นและดีขึ้นทั่วโลก” อินฟานติโน กล่าว

“สมาชิกของฟีฟ่าทุกสมาคมควรมีโอกาสเข้าถึงเงินทุนที่มีอยู่อย่างเป็นธรรม เพื่อนำไปใช้กำหนดอนาคตของฟุตบอลในประเทศตัวเอง แทนที่จะต้องพึ่งพาผู้อื่น นี่คือการทำให้ฟุตบอลเข้าถึงทุกประเทศทั่วโลกมากขึ้น”

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ อินฟานติโน พยายามหาเงินจากนักลงทุนภายนอกมาต่อยอดจากทรัพย์สินของฟีฟ่า ในปี 2018 เขาเคยมีแผนนำเงิน 25,000 ล้านดอลลาร์จากกลุ่มทุนซาอุฯ และ SoftBank ของญี่ปุ่น มาจัดตั้งฟุตบอลสโมสรโลกรูปแบบใหม่และ Global Nations League แต่แผนก็ต้องล้มไป

นอกจากนี้ ฟีฟ่า ยังเคยถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพูดคุยในช่วงแรกของการก่อตั้ง ยูโรเปียน ซูเปอร์ลีก เมื่อปี 2021 และ JP Morgan ก็ถูกวางให้เป็นผู้จัดหาเงินทุน ทว่าภายหลัง อินฟานติโน ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แผนดังกล่าว

แต่ละชาติคิดเห็นอย่างไร ?
สหพันธ์ฟุตบอลแห่งชาติยุโรป หรือยูฟ่า คือองค์กรแรกๆ ที่ออกมาต่อต้านเรื่องนี้ และประกาศว่าจะประท้วงไม่เข้าร่วมการแข่งฟุตบอลโลก 2030 หากโครงการนี้ถูกผ่านการรับรอง

“นี่คือการล้ำเส้นที่องค์กรกำกับดูแลฟุตบอลไม่ควรก้าวข้าม” แถลงการณ์จากยูฟ่า

“ยูฟ่าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง สมาคมฟุตบอลแห่งชาติทุกแห่งก็ควรให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นลีก สโมสร นักเตะ แฟนบอล รัฐบาล และทุกคนที่ใส่ใจต่ออนาคตของวงการฟุตบอล”

“จิตวิญญาณและการกำกับดูแลฟุตบอลไม่ใช่ทรัพย์สินที่สามารถนำมาซื้อขายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีความโปร่งใสเลยว่าใครจะได้รับผลประโยชน์ทางการเงิน ไม่มีใครในหมู่พวกเราคือเจ้าของฟุตบอล และฟุตบอลไม่ใช่สิ่งที่ฟีฟ่าจะนำไปขายได้”

ด้าน ฮานส์ โจชิม วัตซ์เค รองประธานสมาคมฟุตบอลเยอรมัน กล่าวกับ Kicker ว่า “หลายฝ่ายในวงการฟุตบอลยุโรปมองว่าแผนของฟีฟ่าเป็นการโจมตีวงการฟุตบอลอย่างรุนแรง ผมเห็นด้วยกับมุมมองนี้ เรื่องนี้ได้ล้ำเส้นที่ไม่ควรข้ามไปแล้ว”

ขณะที่ สหพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และ แคริบเบียน หรือคอนคาเคฟ ก็ตำหนิว่าเหตุใดฟีฟ่าจึงไม่นำเรื่องสำคัญขนาดนี้มาปรึกษาก่อน

“คอนคาเคฟเพิ่งได้รับทราบเรื่องนี้จากรายงานข่าวของสื่อ และหลังจากนั้นจึงได้รับทราบผ่านข่าวประชาสัมพันธ์ เรารู้สึกกังวลอย่างยิ่งต่อการขาดกระบวนการที่เหมาะสม” คอนคาเคฟระบุ

ไม่ต่างจากสมาคมฟุตบอลเอเชีย หรือเอเอฟซี ที่รู้สึก “ผิดหวังที่เรื่องสำคัญเช่นนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ก่อนที่สมาชิกของเอเอฟซีจะได้รับโอกาสตรวจสอบและหารือเรื่องดังกล่าวผ่านช่องทางการกำกับดูแลที่เหมาะสมและกำหนดไว้”

เช่นเดียวกับ สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือเอฟเอ ที่โฆษกออกมาแถลงว่า ไม่เคยรับรู้เรื่องนี้มาก่อนเช่นกัน และกังวลเกี่ยวกับกระบวนการที่ทำให้ข้อเสนอมาถึงจุดนี้

“เราไม่ทราบเรื่องข้อเสนอนี้มาก่อนเลย และยังไม่มีรายละเอียดสำคัญใด ๆ รวมถึงข้อเสนอนี้คืออะไรกันแน่ และมีเงื่อนไขอะไรบ้าง จากข้อมูลที่มีอยู่อย่างจำกัด เรารู้สึกกังวลอย่างยิ่งต่อการขาดกระบวนการและระบบการกำกับดูแลที่เหมาะสมในการดำเนินเรื่องมาจนถึงจุดนี้ รวมถึงเนื้อหาและหลักการที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอดังกล่าว”

ส่วน ฮาเวียร์ เตบาส ประธานลาลีกา ก็จวก อินฟานติโน อย่างรุนแรงว่ามันเป็นแผนหาเสียงเลือกตั้ง ก่อนที่เขาจะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานฟีฟ่าอีกครั้งในเดือนมีนาคมปีหน้า

“เขาเป็นตัวปัญหา” เตบาส กล่าว

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะมีเสียงวิจารณ์มากแค่ไหน แต่อินฟานติโน ก็ยืนยันว่าจะผลักดันโครงการนี้ต่อไป พร้อมขีดเส้นตายให้ชาติสมาชิกตัดสินใจภายในวันที่ 19 กันยายน 2026

และวันนั้นก็คงต้องมาลุ้นกันว่าประวัติศาสตร์ฟุตบอลจะเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งหรือไม่?