ดีอาร์ คองโก 1974 : เบื้องหลังสุดเศร้าของฟรีคิกที่โลกหัวเราะเยาะ

เรียกได้ว่ากลายเป็นหนึ่งในทีมที่อยู่ในสปอตไลท์สำหรับ ดีอาร์ คองโก เพราะนอกจากทะลุเข้าถึงรอบน็อคเอาท์ ฟุตบอลโลก 2026 ได้สำเร็จ พวกเขายังได้ดวลกับทีมใหญ่อย่าง อังกฤษ 

ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โลกได้รู้จักกับชาติจากแอฟริกาทีมนี้ เมื่อก่อนหน้านั้น พวกเขาเคยถูกพูดถึงในวงกว้าง จากจังหวะที่ผู้เล่นคนหนึ่งพุ่งออกมาจากกำแพง ชิงเตะลูกฟรีคิกของบราซิล ในฟุตบอลโลก 1974 สมัยยังใช้ชื่อประเทศว่า “ซาอีร์” 

“นี่คือช่วงเวลาแปลกประหลาดแห่งความไม่รู้ของแอฟริกา” จอห์น มอตสัน ผู้บรรยายจาก BBC กล่าว 

อย่างไรก็ดี เบื้องหลังฟรีคิกที่ถูกตราหน้าว่าทะเล่อทะล่าหรือไม่รู้เรื่อง จนกลายเป็นตัวตลกของโลกลูกหนังมาหลายสิบปี ความจริงมันมีอะไรมากกว่านั้น 

ติดตามเรื่องราวไปพร้อมกัน 

ใต้เงาเผด็จการ 

โมบูตู เซเซ เซโก อาจจะเป็นชื่อที่หลายคนไม่ได้คุ้นหู แต่เขาคือบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อวงการกีฬา ดีอาร์ คองโก ในช่วงทศวรรษที่ 1960s  

หลังจากขึ้นสู่อำนาจด้วยการรัฐประหาร ในปี 1965 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อประเทศมาเป็น ซาอีร์ ในปี 1971 เขาก็ใช้กีฬาในฐานะเครื่องมือประชาสัมพันธ์ชาติจากแอฟริกานี้สู่สายตาชาวโลก 

หนึ่งในนั้นคือฟุตบอล กีฬายอดนิยมของแอฟริกา โมบูตู ตัดสินใจทุ่มงบประมาณจำนวนมากไปกับมัน ไม่ว่าจะเป็นการจ้างโค้ชจากฮังการีมาคุมทีม หรือ เรียกตัวผู้เล่นเชื้อสายคองโก ที่เล่นอยู่ในลีกเบลเยียม มาเล่นให้ ซาอีร์ โดยมีรถโฟล์คสวาเกน และที่พักสุดหรู เป็นเครื่องล่อใจ 

และมันก็ได้ผล เมื่อ ซาอีร์ สามารถยกระดับจากทีมโนเนมของแอฟริกา จนก้าวมาคว้าแชมป์ แอฟริกัน คัพออฟเนชั่น ในปี 1968 และ 1974 และคว้าอันดับ 4 ในปี 1972 

แต่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลก 1974 ที่เยอรมันตะวันตก ด้วยสถิติสวยหรูชนะรวด 100 เปอร์เซ็นต์ จนทำให้ โมบูตู ถึงกับเชิญนักเตะจากชุดนี้ไปเลี้ยงฉลองที่คฤหาสน์ของเขา 

“จำไว้ว่าพวกเราส่วนใหญ่เติบโตมากับความยากจน การได้พบกับ โมบูตู ก็เหมือนได้พบกับพระเจ้า” เอ็มเวปู อิลุงกา อดีตแข้งทีมชาติซาอีร์ กล่าวในหนังสือ Death Or Glory: The Dark History Of The World Cup

การได้เป็นชาติแอฟริกาผิวดำชาติแรกในฟุตบอลโลกสุดท้าย (แอฟริกาชาติแรกคืออียิปต์ในปี 1934) สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ โมบูตู เป็นอย่างมาก และเตรียมตบรางวัลผู้เล่นชุดนี้ด้วยรถคันใหม่, บ้านหลังใหม่ รวมถึงเงินสดอีกถึง 20,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 660,000 บาท เมื่อเทียบกับค่าเงินปัจจุบัน) เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ 

Getty Images

ทีมชาติซาอีร์ ยังได้รับสัญญาว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการใช้ชีวิตที่เยอรมันตะวันตก ทั้งเครื่องบินเช่าเหมาลำ รถบัสรุ่นใหม่ที่คอยรับส่ง รวมถึงโรงแรมสุดหรูเพื่อให้ทีมได้รับการดูแลที่ดีที่สุด 

แต่ปัญหาก็คือเจ้าหน้าที่จากสมาคมฯและรัฐบาล อยากมีส่วนร่วมกับความสำเร็จนี้ และใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือในการมาท่องเที่ยวต่างประเทศ จนทำให้เงินที่ควรใช้กับฟุตบอลหมดไปกับสิ่งเหล่านี้  

มันถึงขั้นที่ผู้เล่นจะขอเบิกเงินเบี้ยเลี้ยงรายวัน เพื่อออกไปชมเมืองบ้าง แต่กลับโดน บราโกเย วิดินิซ โค้ชชาวยูโกสลาเวียบอกว่าให้อยู่แต่ในห้องพักของโรงแรมก็พอ 

“ขวัญกำลังใจเราต่ำมาก สิ่งที่เคยสัญญาเอาไว้ มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง” ทชิเมน บวังกา กองหลังของทีมชุดนั้น กล่าวกับ So Foot

แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ โมบูตู คิดว่าทีมชาติซาอีร์ชุดนี้ จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่ฟุตบอลโลกครั้งแรกของพวกเขา 

ฟรีคิกโลกตะลึง 

แม้ว่า โมบูตู จะใช้นโยบายดึงผู้เล่นจากเบลเยียมมาเล่นในลีกของพวกเขาเพื่อติดทีมชาติ แต่ลีกซาอีร์ในตอนนั้นก็เป็นแค่ลีกสมัครเล่น อีกทั้งเขายังออกกฎห้ามผู้เล่นไปค้าแข้งในต่างประเทศ หมายความว่านักเตะส่วนใหญ่ แทบไม่มีประสบการณ์ในการพบกับทีมนอกแอฟริกา

มันมีเค้าลางของความหายนะตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อ ซาอีร์ ไม่สามารถต่อกรกับสโมสรจากสวิสเซอร์แลนด์ และ อิตาลี ในเกมนัดอุ่นเครื่องได้เลย ก่อนจะประเดิมสนามด้วยการพ่าย สก็อตแลนด์ 0-2 

ท่ามกลางขวัญกำลังใจที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ก่อนเกมนัดที่ 2 กับ ยูโกสลาเวีย รัฐบาลยังมาทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้นไปอีก ด้วยการออกแถลงข่าวอ้างว่า วิดินิซ กุนซือของซาอีร์ มีแนวโน้มที่จะเอื้อผลประโยชน์ให้บ้านเกิดของเขา

“เรามีเหตุผลที่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ยูโกสลาฟ พยายามชักจูงให้โค้ชของเราเปิดเผยแผนการเล่น เราจึงได้แยกตัวเขาออกไป และเปลี่ยนแปลงอะไรเล็กน้อย” แถลงการณ์ระบุ 

ยิ่งไปกว่านั้น พอนักเตะรู้ว่าเบี้ยเลี้ยงพวกเขาที่ควรจะได้ถูกยักยอกไป ก็ได้ประชุมฉุกเฉินก่อนคืนนัดที่ 2 ว่าจะประท้วงด้วยการไม่ลงเล่นหรือไม่ และแม้ว่าส่วนใหญ่จะเห็นด้วย แต่สุดท้ายพวกเขาก็ลงแข่งตามโปรแกรม 

แต่นั่นก็เป็นการลงเล่นเพียงร่างกาย แต่ไร้จิตใจ เมื่อ ซาอีร์ ถูกนำห่าง 0-3 ตั้งแต่ 18 นาทีแรก และทำให้ วิดินิซ ที่ได้รับอนุญาตให้คุมต่อในนัดนั้น เปลี่ยน คาซาดี เอ็มวัมบา ผู้รักษาประตูออกจากสนามแบบเซอร์ไพรส์ เพราะทั้ง 3 ลูกที่เสียไปไม่ได้เป็นความผิดเขาเลย 

Getty Images

แน่นอนว่ามันไม่เวิร์ค ซาอีร์ ถูกยิงเพิ่มเป็น 0-6 หลังจบครึ่งแรก และมาเหลือผู้เล่นเพียง 10 คน แถมยังเป็นการไล่ออกผิดตัวอีกด้วย สุดท้ายมันก็เกินควบคุม พวกเขาถูกยิงเพิ่มอีก 3 ลูกในช่วงครึ่งหลังและพ่ายไปอย่างขาดลอย 0-9 มากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ณ เวลานั้น เทียบเท่ากับที่ ฮังการี ถล่ม เกาหลีใต้ ในเวิลด์คัพ 1954 

ความพ่ายแพ้อย่างมหาศาล ทำให้ โมบูตู และรัฐบาลรู้สึกอับอาย และขู่ว่าหากแพ้บราซิล ด้วยสกอร์ที่ขาดลอย ผู้เล่นทั้งทีมอาจจะไม่ได้เห็นแผ่นดินของ ซาอีร์ อีกเลย 

อันที่จริง ซาอีร์ ก็ทำได้ไม่เลว พวกเขาโดนบราซิลนำแค่ 0-1 ในครึ่งแรก และโดนยิงเพิ่มอีก 2 ประตูในช่วงครึ่งหลัง และทำให้สกอร์อยู่ที่ 0-3 ในช่วง 10 นาทีสุดท้าย 

ทว่าในนาทีที่ 85 เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อ บราซิล มาได้ฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ และจังหวะที่ ริเวลลิโน กำลังจะเตรียมเตะ อิลุงกา ก็วิ่งออกมาจากกำแพง และหวดลูกลอยไปไกล 

แน่นอนว่าผู้ตัดสินเป่าฟาวล์ เพราะ บราซิล ยังไม่ได้สัมผัสบอล จอห์น มอตสัน ผู้บรรยายของ BBC บอกว่า “นี่คือช่วงเวลาแปลกประหลาดแห่งความไม่รู้ของแอฟริกา” 

จังหวะนี้ได้ถูกนำมาเล่นซ้ำในเชิงขบขัน และทำให้ อิลุงกา ถูกมองเป็นตัวตลกนับตั้งแต่นั้น จนกลายเป็นภาพจำว่าพวกเขาล้าหลัง ไม่รู้กฎกติกา ทว่าความเป็นจริงมันไม่ใช่ 

Getty Images

“ผมเจตนาทำมัน ผมรู้เรื่องกฎเป็นอย่างดี ผมไม่มีเหตุผลที่จะเล่นต่อ และบาดเจ็บ ในขณะที่ผู้ได้รับผลประโยชน์เรื่องเงินนั่งอยู่บนอัฒจันทร์ มันไม่ควรเป็นอย่างนั้น” อิลุงกา กล่าวกับ BBC เมื่อปี 2010  

“ผมตั้งใจทำในสิ่งนั้นเพื่อให้ได้ใบแดงแทนที่จะได้เล่นต่อ ผมรู้กฎเป็นอย่างดี กรรมการค่อนข้างใจดี และให้แค่ใบเหลือง แต่ผมไม่เคยเสียใจในสิ่งที่ผมทำ” 

แม้สกอร์ 0-3 ทำให้นักเตะซาอีร์ทุกคนได้กลับบ้าน แต่คำสัญญาที่ให้ไว้ก็ไม่เคยเป็นจริง พวกเขาไม่ได้ทั้งรถ บ้าน หรือเงิน 20,000 เหรียญตามสัญญา 

หลังจากนั้นชะตากรรมของผู้เล่นชุดนั้นก็กระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง หลายคนกลับไปอยู่ในชุมชนแออัด ขณะที่บางคนตัดสินทิ้งบ้านเกิดไปตายเอาดาบหน้าที่ยุโรป 

แต่ที่แน่ๆ พวกเขาไม่ได้รับยกย่อง เชิดชู หรือได้รับการตอบแทนเหมือนที่เคยให้สัญญาไว้ แม้ว่านี่จะเป็นผู้เล่นชุดประวัติศาสตร์ของ ซาอีร์ และทวีปแอฟริกาก็ตาม 

“หลายคนต้องใช้ชีวิตเหมือนคนจรจัด ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมน่าจะทำงานหนักเพื่อเป็นเกษตรกรดีกว่า” อิลุงกา กล่าวกับ Spurling