
ความพร้อมก่อนเกม
อังกฤษ เขี่ยเจ้าภาพอย่าง เม็กซิโก ตกรอบไปแบบสุดมันส์ 3-2 ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จากเกมดังกล่าวพวกเขาต้องเสีย จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ไปจากอาการบาดเจ็บทั้งที่ไม่ได้ลงสนาม ขณะที่ จาเรลล์ ควอนซาห์ ก็จะติดโทษแบน 2 นัด จากการโดนใบแดง นอกจากนี้ ดีแคลน ไรซ์ และ มาร์ค เกฮี ก็ยังต้องรอเช็คความฟิตก่อนเกมอีกครั้ง
ส่วนทางฝั่ง นอร์เวย์ โชว์ฟอร์มแกร่งสมกับเป็นม้ามืดประจำทัวร์นาเมนต์ เมื่อเอาชนะอดีตแชมป์โลก 5 สมัย อย่าง บราซิล แบบสุดเซอร์ไพรส์ 2-1 ที่สำคัญเกมนี้พวกเขาไม่มีปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บรบกวน เนื่องจาก ยูเลียน ไรเออร์สัน และ ดาวิด โมลเลอร์ โวล์ฟ กลับมาฟิตเต็มที่แล้ว ทำให้ทัพไวกิ้งพร้อมจัดชุดที่ดีที่สุดลงสนามลุ้นสร้างเซอร์ไพส์ต่อไป
ดูบอลสด ฟุตบอลวันนี้ : โปรแกรมถ่ายทอดสด พรีเมียร์ลีก, ไทยลีก, ทีมชาติไทย, และอื่นๆ
ผลฟุตบอลฟีฟ่าเวิลด์คัพ 2026 อังกฤษ 2-1 นอร์เวย์
ผู้ตัดสินเป่านกหวีดเริ่มเกมการแข่งขันในครึ่งเวลาแรก ผ่านช่วง 15 นาทีแรกเป็นทางฝั่งทัพ “สิงโตคำราม” ทีมชาติอังกฤษ ที่เดินหน้าครองบอลได้มากกว่า จนขยับมาในนาทีที่ 21 โนนี่ มาดูเอเก้ ใช้ความสามารถเฉพาะตัวลากเลื้อยขึ้นมาจนสุดเส้นหลังก่อนปาดบอลเข้ากลาง ทว่าบอลลึกไปไม่ถึง นิโก้ โอไรลีย์ ชวดโอกาสทำประตูอย่างน่าเสียดาย ถัดมาในนาทีที่ 22 ผู้ตัดสินเป่าหยุดเกมชั่วคราวให้ผู้เล่นทั้งสองทีมพักดื่มน้ำ (Hydration Break)
เกมดำเนินต่อมาถึงนาทีที่ 30 อังกฤษมาได้ลูกฟรีคิกระยะอันตรายหน้ากรอบเขตโทษ แฮร์รี่ เคน รับหน้าที่ซัดฟรีคิกบอลพุ่งแรงหลุดเสาออกไปนิดเดียว จังหวะถัดมาในนาทีที่ 35 เป็นนอร์เวย์ที่ได้ลุ้นเสียวไส้เมื่อ เออร์ลิง ฮาลันด์ ได้เทกตัวขึ้นโขกเน้น ๆ แต่บอลยังไปตรงตัว จอร์แดน พิคฟอร์ด รับเอาไว้ได้ ทว่าในนาทีที่ 36 GOAL! กลายเป็นนอร์เวย์ที่ได้เฮลั่นสนามออกนำก่อน 1-0 จากจังหวะกึ่งยิงกึ่งเปิดของ อันเดรอัส ชเดรุพ บอลพุ่งลึกเปลี่ยนทางไหลเข้าประตูไปอย่างเหลือเชื่อ
หลังเสียประตูอังกฤษพยายามโหมบุกหนัก และในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีบาป GOAL! นาทีที่ 45+1 สาวกทัพสิงโตคำรามได้กรี๊ดกันลั่นสนาม จากจังหวะเข้าทำสุดสวยและเป็น จู๊ด เบลลิงแฮม ที่หาช่องซัดหักข้อส่งบอลพุ่งเสียบหน้าต่างเข้าไปอย่างเด็ดขาด ช่วยให้อังกฤษตามตีเสมอเป็น 1-1 ก่อนจะสิ้นเสียงนกหวีดจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้
ครึ่งเวลาหลัง
กลับมาสู้กันต่อในนาทีที่ 46 เริ่มเกมครึ่งเวลาหลัง ทั้งสองทีมลงมาเปิดหน้าแลกใส่กันต่อ ขยับมาในนาทีที่ 52 นอร์เวย์ได้ลุ้นก่อนจากจังหวะเตะมุม เออร์ลิง ฮาลันด์ ได้ขึ้นโขกเหน่ง ๆ อีกครั้ง แต่ จอร์แดน พิคฟอร์ด ยังปฏิกิริยาไวปัดทิ้งออกหลังไปได้หวุดหวิด ผ่านมาถึงนาทีที่ 64 ทั้งสองทีมต่างเปิดเกมรุกสวนกลับเข้าใส่กันอย่างต่อเนื่องดุเดือด จนในนาทีที่ 68 ผู้ตัดสินเป่าหยุดเกมให้ผู้เล่นพักดื่มน้ำชาร์จพลังงานอีกครั้ง (Hydration Break)
ช่วงท้ายเกมนาทีที่ 80 นอร์เวย์เริ่มมีจังหวะขยับบุกกดดันได้มากขึ้น แต่อังกฤษยังใช้เก๋าครองบอลควบคุมสถานการณ์ส่วนใหญ่เอาไว้ได้ และในนาทีที่ 87 อังกฤษชวดได้ประตูชัยอย่างเหลือเชื่อเมื่อ บูกาโย่ ซาก้า แหวกแนวรับคู่แข่งเข้าไปในกรอบเขตโทษก่อนจะตบเข้ากลาง ทว่าผู้เล่นอังกฤษวิ่งสอดเข้าชาร์จไม่ถึงบอล พลาดโอกาสทองฝังคู่แข่งอย่างน่าเสียดาย ผู้ตัดสินชูป้ายทดเวลาบาดเจ็บครึ่งหลัง 7 นาที ทั้งสองทีมทำอะไรเพิ่มไม่ได้ จบ 90 นาที เสมอกันไป 1-1 ต้องไปบดกันต่อช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาที
ช่วงต่อเวลาพิเศษ (Extra Time)
เริ่มเกมในช่วงต่อเวลาพิเศษครึ่งแรกลุยกันต่อในนาทีที่ 91 และเริ่มเกมได้เพียงนาทีเดียว GOAL! นาทีที่ 92 แฟนบอลอังกฤษได้เฮกันสนามแตกเมื่อ มอร์แกน โรเจอร์ส ได้โอกาสส่องไกลจากนอกกรอบ ผู้รักษาประตูนอร์เวย์รับบอลไม่อยู่ซองแตก และเป็น จู๊ด เบลลิงแฮม ที่ตาไววิ่งตามมาซ้ำดาบสองจ่อ ๆ ส่งบอลซุกก้นตาข่ายไม่เหลือซาก อังกฤษพลิกแซงนำเป็น 2-1
ต่อมาในนาทีที่ 99 เกิดดราม่าสำคัญขึ้นเมื่อ เฌด สเปนซ์ โดนสกัดล้มลงในกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินเป่าให้เป็นจุดโทษแก่อังกฤษทันที ทว่าสัญญาณจากห้องวีเออาร์ (VAR) แจ้งเตือนให้กรรมการเดินไปเช็กภาพเหตุการณ์ที่จออย่างละเอียด ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเดินกลับมากลับคำตัดสินยกเลิกจังหวะจุดโทษดังกล่าว สกอร์ยังคงอยู่ที่ 2-1 จนจบครึ่งแรกของการต่อเวลาพิเศษในนาทีที่ 105
ขยับมาครึ่งเวลาหลังของช่วงต่อเวลาพิเศษนาทีที่ 106 นอร์เวย์ไม่มีอะไรจะเสียเปิดเกมรุกบุกแลกหวังตีเสมอ และในนาทีที่ 114 อันโตนิโอ นูซ่า ได้จังหวะซัดเต็มข้อในกรอบเขตโทษบอลพุ่งแรงแต่เหินข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียวไส้ ช่วงท้ายทดเวลาบาดเจ็บครึ่งหลังอีก 2 นาที ทัพนอร์เวย์โหมบุกหนักแต่แนวรับอังกฤษยังคงช่วยกันยันไว้ได้เหนียวแน่น
สิ้นเสียงนกหวีดยาวจากผู้ตัดสิน ทีมชาติอังกฤษ โชว์ความเก๋าพลิกนรกกลับมาเฉือนเอาชนะ ทีมชาตินอร์เวย์ ไปได้อย่างสุดตื่นเต้น 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ต่อไปในศึกฟุตบอลโลก 2026 ได้สำเร็จ
11 ตัวจริงที่คาดของทั้งสองทีม
อังกฤษ (4-2-3-1): จอร์แดน พิคฟอร์ด – เฌด สเปนซ์, เอซรี คอนซ่า, แดน เบิร์น, นิโก้ โอไรลีย์ – เอลเลียต แอนเดอร์สัน, ดีแคลน ไรซ์ – บูกาโย ซาก้า, จู๊ด เบลลิงแฮม, แอนโธนี่ กอร์ดอน – แฮร์รี่ เคน
นอร์เวย์ (4-3-3) : เออร์ยาน นีลันด์ -ยูเลียน ไรเออร์สัน, คริสตอฟเฟอร์ อาเยอร์, ทอร์เบียร์น เฮกเกม, ดาวิด โมลเลอร์ โวล์ฟ – มาร์ติน โอเดการ์ด, แพทริก เบิร์ก, ซานเดอร์ เบิร์ก – ออสการ์ บ็อบบ์, เออร์ลิง ฮาลันด์, อันโตนิโอ นูซา
ผลงานในการพบกันของทั้งสองทีม
3 กันยายน 2014 : อังกฤษ 1-0 นอร์เวย์ (อุ่นเครื่อง)
26 พฤษภาคม 2012 : นอร์เวย์ 0-1 อังกฤษ (อุ่นเครื่อง)
11 ตุลาคม 1995 : นอร์เวย์ 0-0 อังกฤษ (อุ่นเครื่อง)
22 พฤษภาคม 1994 : อังกฤษ 0-0 นอร์เวย์ (อุ่นเครื่อง)
2 มิถุนายน 1993 : นอร์เวย์ 2-0 อังกฤษ (ฟุตบอลโลก 1994 รอบคัดเลือก)
