ก่อนร่วมงานกันที่บียู : ย้อนคำพูด วีระเทพ ป้อมพันธุ์ การันตีฝีเท้า คคนะ ตั้งแต่ยังไม่แจ้งเกิด

ถือเป็นบิ๊กดีลประจำโค้งสุดท้ายของตลาดนักเตะไทยลีก เมื่อ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ทุ่มเงินคว้าตัว คคนะ คำยก มาร่วมทัพพร้อมรับเสื้อหมายเลข 7

การย้ายมาสู่รัง ทรู บีจี สเตเดี้ยม ในครั้งนี้ จะทำให้ “ซีโฟร์” ได้กลับมาร่วมงานกับ “จาร์เตอร์” วีระเทพ ป้อมพันธุ์ อีกครั้ง หลังทั้งคู่เคยเป็นร่วมทีมกันที่ เมืองทอง ยูไนเต็ด สมัยที่ คคนะ ขึ้นมาใหม่ ๆ 

ซึ่งในอดีต วีระเทพ เคยออกมาชื่นชมฝีเท้าของ คคนะ ตั้งแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างว่าเป็นเด็กที่มาก ๆ และจะเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติไทยในอนาคต ก่อนมันจะกลายเป็นจริงในเวลาต่อมา

จาก วีระเทพ ถึง คคนะ

แม้จะอายุเพียง 22 ปี แต่ต้องบอกว่าชั่วโมงนี้ คคนะ คำยก มีฝีเท้าที่เก่งเกินวัยไปแล้ว หลังเป็นกำลังสำคัญของ เมืองทอง ยูไนเต็ด ในช่วงหลายฤดูกาลที่ผ่านมา แม้ซีซั่นล่าสุดจะไม่สามารถช่วยทีมรอดพ้นการตกชั้นได้ก็ตาม แต่ก็เขาได้รับความสนใจจากบิ๊กทีมมากมาย

โดย “ซีโฟร์” เป็นผลผลิตจากโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี มหาอำนาจลูกหนังขาสั้นที่ป้อนนักฟุตบอลสู่ทีมชาติไทยมาแล้วมากมาย ก่อนที่ในเลกที่สองของไทยลีก ฤดูกาล 2022-23 คคนะ ในวัยเพียง 18 ปี จะได้ย้ายมาอยู่กับ เมืองทอง ยูไนเต็ด อดีตแชมป์ไทยลีก 4 สมัย

เพียงนัดเปิดสนามของเลกที่สอง คคนะ ก็ได้รับโอกาสจาก มาริโอ ยูรอฟสกี้ ให้ออกสตาร์ทตัวจริงประเดิมลีกสูงสุดทันทีในเกมที่ “กิเลนผยอง” บุกชนะ ลำปาง เอฟซี 5-1 โดยในวันนั้นเขาอยู่ในสนาม 60 นาที ซึ่งหลังจบเกมกุนซือชาวมาซิโดเนียถึงกับออกมาโพสต์ผ่านอินสตราแกรมส่วนตัวว่าให้จำชื่อเด็กคนนี้ไว้ดี ๆ

ไม่ใช้เพียงแค่ มาริโอ ยูรอฟสกี้ เท่านั้น ที่ยอมรับฝีเท้าของเด็กหนุ่มรายนี้ เพราะกองกลางรุ่นพี่อย่าง วีระเทพ ป้อมพันธุ์ ก็เคยออกมาชื่นชมฝีเท้าของ คคนะ เช่นกัน พร้อมยืนยันว่า ซีโฟร์ เป็นดาวรุ่งที่เก่งมาก ๆ และเชื่อว่าในอนาคตจะเป็นกำลังหลักของสโมสรและทีมชาติไทยอย่างแน่นอน

“เก่ง! เด็กคนนี้เก่งครับ เก่งมาก แต่น่าจะต้องเก็บประสบการณ์อีกนิดนึง และได้ลงสนามบ่อย ๆ ผมว่าอนาคตน่าจะช่วยสโมสรและได้ไปทีมชาติแน่นอน เพราะว่าน้องเก่งมาก” วีระเทพ ป้อมพันธุ์ กล่าวผ่านรายการ Thai League Talk ในการเลือก 11 นักเตะที่อยากเล่นด้วย

ซึ่งคำพูดของ “จาร์เตอร์” ก็กลายเป็นจริงในไม่ช้า เพราะหลังจากนั้น คคนะ คำยก ก็พัฒนาฝีเท้าแบบก้าวกระโดด การันตีด้วยการคว้ารางวัลนักเตะเยาวชนยอดเยี่ยม ฤดูกาล 2024-25 ในงาน FA Thailand Awards หลังซัด 10 ประตูจาก 35 นัด

ส่วนในระดับชาติ คคนะ ประเดิมสนามให้ทีมชาติไทยชุดใหญ่ตั้งแต่อายุเพียง 20 ปีเท่านั้น ก่อนจะทำผลงานได้อย่างโดดเด่นสุด ๆ กับทีมชาติไทยชุดรองแชมป์ศึก ASEAN Hyundai Cup™ 2026 ที่ผ่านมา จนได้ย้ายมาร่วมงานกับ วีระเทพ ป้อมพันธุ์ ที่ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ในที่สุด

จ่ายให้ยิงแล้ว 3 ประตู! กัคโป แซว อิซัค “เขาติดแอสซิสต์ผมอยู่หลายลูกเลยนะ”

โคดี้ กัคโป แซว อเล็กซานเดอร์ อิซัค ว่าติดแอสซิสต์เขาอยู่หลายประตู หลังล่าสุดจ่ายอีก 2 ประตูให้หัวหอกทีมชาติสวีเดนยิงในเกมพบกับ อิปสวิช ทาวน์

ติดค้างกันหลายลูก

อเล็กซานเดอร์ อิซัค ดูเหมือนจะกลับเข้าฟอร์มแล้ว หลังซัด 3 ประตู จาก 3 นัดแรก ล่าสุดซัด 2 ประตู ใน 3 นาที พา ลิเวอร์พูล บุกชนะ อิปสวิช ทาวน์ 2-0 ปลดล็อคชัยชนะนัดแรกของฤดูกาล 2026-27

ซึ่งทุกประตูที่ อิซัค ยิงได้ในฤดูกาลนี้ มาจากการแอสซิสต์ของ โคดี้ กัคโป ทั้งสิ้น ทั้งในเกมพบกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ และ 2 ประตูล่าสุดในเกมกับ อิปสวิช ทาวน์

หลังจบเกม กัคโป ก็เลยถือโอกาสแซว อิซัค สักหน่อย ว่าหัวหอกทีมชาติสวีเดนติดค้างแอสซิสต์เขาอยู่หลายลูกเลย

“เราซ้อมด้วยกันตลอดและพยายามทำความเข้าใจกันให้มากขึ้นอยู่เสมอ” กัคโป กล่าวกับ Sky Sports

“หวังว่าเราจะสามารถแอสซิสต์ให้กันและกันได้บ่อย ๆ นะ แต่ตอนนี้เขาติดค้างแอสซิสต์ผมอยู่หลายลูกเลย”

“ผมคิดว่าเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมมาก แน่นอนว่ายังมีบางจุดที่เราต้องปรับปรุง แต่ก็ถือเป็นชัยชนะที่สำคัญมากสำหรับเรา และผมดีใจจริง ๆ ที่เราเก็บ 3 แต้มมาได้”

ขณะที่ อิซัค ก็ทราบดีถึงความสำคัญของ กัคโป พร้อมยอมรับว่าเขาติดค้างแนวรุกทีมชาติเนเธอร์แลนด์อยู่จริง ๆ

“ผมคงติดค้างเขาอยู่เหมือนกัน เขาทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในการจ่ายบอลมาให้ผมในตำแหน่งที่ได้เปรียบและเป็นจุดที่ผมชอบเล่นกับบอล” อิซัค กล่าวกับสื่อเจ้าเดียวกัน

กลางสัปดาห์ ลิเวอร์พูล จะออกไปเยือน แอต.มาดริด ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในคืนวันพุธที่ 9 กันยายน เวลา 02.00 น. ก่อนที่สุดสัปดาห์จะกลับมาเล่นในบ้านพบกับ ฟูแล่ม ในวันเสาร์ที่ 12 กันนายน เวลา 21.00 น.

ควรได้รับการยกย่องมากกว่านี้! สตีฟ บรูซ ชี้ แม็คไกวร์ คือแข้งอันเดอร์เรทที่สุดในพรีเมียร์ลีก

อดีตกุนซือมากประสบการณ์และตำนาน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มองว่า แฮร์รี่ แม็คไกวร์ คือแข้งที่ถูกประเมินค่าต่ำที่สุดในพรีเมียร์ลีก ณ ปัจจุบัน

ควรได้รับการยกย่องมากกว่านี้

แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ย้ายจาก เลสเตอร์ ซิตี้ มา แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2019 ด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นสถิติกองหลังค่าตัวแพงที่สุด ณ เวลานั้น

แต่ฟอร์มการเล่นของกองหลังทีมชาติอังกฤษรายนี้ก็ขึ้น ๆ ลง ๆ มีทั้งดีทั้งแย่ปะปนกันไป แต่แฟนบอลส่วนใหญ่มักเลือกวิจารณ์มากกว่าเนื่องจากค่าตัวมหาศาลของเขา

อย่างไรก็ตาม สตีฟ บรูซ กองหลังระดับตำนานของปีศาจแดง และกุนซือที่เคยร่วมงานกับ แม็คไกวร์ ที่ ฮัลล์ ซิตี้ มองว่า แข้งวัย 33 ปี คือนักเตะที่อันเดอร์เรทที่สุดในพรีเมียร์ลีก ซึ่งควรได้รับคำชื่นชมมากว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

“ในยุคของผม ผมมองว่าเป็น เดนนิส เออร์วิน มาโดยตลอด เขาเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด มาเกือบ 13 ปีเลยนะ มีนักเตะแบบนั้นอยู่บ้างไหมในตอนนี้?” สตีฟ บรูซ ตอบคำถามของ talkSPORT เมื่อถูกถามว่าใครคือนักเตะที่อันเดอร์เรทที่สุด

“ส่วนในปัจจุบันผมมักจะคิดเสมอว่า แฮร์รี่ แม็คไกวร์ มักจะได้รับคำวิจารณ์ในแง่ลบเกินจริง แต่เขาก็สามารถกลับมาพิสูจน์ให้เห็นว่าคนเหล่านั้นคิดผิดอยู่เสมอในมุมมองของผม”

“ดังนั้น ผมคงเลือก แม็คไกวร์ ผมไม่คิดว่าเขาได้รับคำชื่นชมหรือการยกย่องอย่างที่ควรจะได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากผลงานตลอดช่วง 8 ถึง 10 ปีที่ผ่านมา”

“ผมไม่เคยเห็นเขาทำให้ยูไนเต็ดผิดหวังเลย ผมไม่เคยเห็นเขาทำให้ทีมชาติอังกฤษต้องผิดหวังเลยเหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่ภาพจำในแง่ลบเหล่านั้นกลับยังคงตามติดตัวเขามาอย่างยาวนาน”

“ดังนั้น เขาควรจะได้รับคำชื่นชมมากกว่าที่เป็นอยู่”

สำหรับ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ลงสนามให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปแล้ว 273 นัด ทำไป 17 ประตู ขณะที่กับทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ลงเล่นไป 66 นัด

ผู้ให้โอกาส! มูดริค หวานเจี๊ยบเปรียบ เด แซร์บี้ เป็นพ่อในวงการฟุตบอล

มิไคโล มูดริค ยกย่อง โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ เป็นเหมือนพ่อในวงการฟุตบอล หลังให้โอกาสย้ายมาอยู่กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ด้วยสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล

ผู้ให้โอกาส

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ให้โอกาสครั้งสำคัญกับ มิไคโล มูดริค ที่กลับมาจากโทษแบน ด้วยการคว้าตัวจาก เชลซี มาร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล ในวันเดดไลน์ของตลาดซื้อขายนักเตะ

การย้ายทีมครั้งนี้จะทำให้ริมเส้นวัย 25 ปี ได้กลับมาร่วมงานกับ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ อีกครั้ง หลังทั้งคู่เคยร่วมงานกันมาแล้ว ที่ ชัคตาร์ โดเนตสค์ ซึ่งกุนซืออิตาลีนี่แหละคือคนที่ทำให้ มูดริค ได้แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว

ในบทสัมภาษณ์แรกหลังย้ายมาอยู่กับ สเปอร์ส มูดริค ก็หยอดหวานใส่ เด แซร์บี้ ทันที โดยบอกว่ากุนซือวัย 47 ปี นั้นเปรียบเสมือนพ่อในวงการฟุตบอลของเขา และอดใจไม่ไหวแล้วที่จะประเดิมสนามให้ไก่เดือยทอง

“มันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมาก ผมแทบรอไม่ไหวที่จะได้เริ่มฝึกซ้อมและลงเล่นให้กับสโมสรแห่งนี้ และผมตื่นเต้นมากที่จะได้กลับมาร่วมงานกับ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ อีกครั้ง”  มิไคโล มูดริก กล่าว

“เขาเปรียบเสมือนพ่อในวงการฟุตบอลของผม ผมเชื่อมั่นและไว้ใจเขา ผมรู้ดีว่าเขาต้องการอะไรจากตัวผม และเมื่อได้ร่วมงานกับเขา ผมก็รู้สึกว่าตัวเองพัฒนาขึ้นอยู่เสมอ”

ขณะที่ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ ก็กล่าวถึงการมาของ มิไคโล มูดริค ว่า “จากการที่เคยร่วมงานกับมิชามาก่อนหน้านี้ ผมรู้ดีว่าเขาสามารถสร้างประโยชน์อะไรให้กับทีมของเราได้บ้าง”

“เขามีศักยภาพที่จะพลิกสถานการณ์ของเกมได้ด้วยความเร็วและความสามารถในการดวลตัวต่อตัว อีกทั้งยังเป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์และน่าจับตามอง”

“ผมจะคาดหวังผลงานจากมิชาสูงมาก และหน้าที่ของเราคือการช่วยให้เขาดึงศักยภาพที่ดีที่สุดของตัวเองออกมา หากเราทำได้สำเร็จ เขาก็จะกลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีมเราอย่างแน่นอน ผมดีใจมากที่เขาเลือกย้ายมาที่นี่ และอดใจรอไม่ไหวที่จะได้ร่วมงานกับเขาอีกครั้ง”

สำหรับ มิไคโล มูดริค ย้ายจาก ชัคตาร์ โดเนตสค์ มาอยู่กับ เชลซี ด้วยค่าตัว 89 ล้านปอนด์ ในปี 2023 แต่ในปีถัดมาเขาถูกลงโทษแบนเป็นเวลา 4 ปี หลังตรวจพบการใช้สารกระตุ้นในการรับใช้ทีมชาติยูเครน

แต่ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาองค์การต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก หรือ WADA ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ ทำให้ มูดริค ถูกยกเลิกโทษแบน และพร้อมกลับมาค้าแข้งอีกครั้ง

แอนโธนี่ กอร์ดอน เผยความต่างระหว่างพรีเมียร์ลีกกับลาลีกา หลังจากสัมผัสมา 3 นัด

ปีกทีมชาติอังกฤษเผยความต่างระหว่างพรีเมียร์ลีกกับลาลีกา หลังย้ายจาก นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด มาอยู่กับ บาร์เซโลนา ในตลาดซัมเมอร์นี้

พรีเมียร์ลีก vs ลาลีกา

แอนโธนี่ กอร์ดอน ตัดสินใจทำตามความฝันของตัวเอง ด้วยการย้ายจาก นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ไปอยู่กับ บาร์เซโลนา ด้วยค่าตัว 69.3 ล้านปอนด์

และปีกทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2026 ก็ไม่ต้องปรับตัวนาน หลังทำไปแล้ว 3 แอสซิสต์ จากการลงสนามเพียงแค่ 3 นัดเท่านั้น

ล่าสุด กอร์ดอน ที่ผ่านการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 176 นัด กับ เอฟเวอร์ตัน และ นิวคาสเซิล ได้ออกมาเปรียบเทียบความต่างระหว่างลีกสูงสุดของอังกฤษกับลาลีกา สเปน

“ผมคงไม่ปฏิเสธหรอกครับว่าพรีเมียร์ลีกนั้นมีความเข้มข้นสูงมาก จังหวะเกมรวดเร็วและดุดันอย่างต่อเนื่อง มีการปะทะแย่งชิงกันทั่วสนาม ทั้งลูกวางยาว ลูกเตะมุม และการเข้าปะทะหนักหน่วง” กอร์ดอน เผยกับ SPORT สื่อดังของประเทศสเปน

“นั่นคือเหตุผลที่นักเตะอังกฤษหลายคนมองว่านี่คือลีกที่ดีที่สุดในโลก เพราะพวกเขาคุ้นเคยกับความโกลาหลในลักษณะนี้ดี ซึ่งผมชอบการได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกมากนะ และมันก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของผม”

“แต่ฟุตบอลสเปนนั้นต้องการไหวพริบทั้งในด้านแท็กติกและทักษะเชิงเทคนิคที่เหนือกว่าอีกระดับหนึ่ง”

“ในอังกฤษ บางครั้งความเข้มข้นของเกมอาจช่วยกลบข้อผิดพลาดได้ คุณอาจจะจับบอลพลาด แต่ก็ยังสามารถแก้ตัวกลับมาได้ด้วยการเอาชนะในการปะทะแย่งบอลจังหวะถัดไป”

“ที่นี่แค่การจับบอลแรกผิดพลาดหรือการขาดสมาธิในการยืนตำแหน่งนิด ๆ หน่อย ๆ อาจทำให้คุณต้องชดใช้อย่างหนัก พื้นที่เล่นมีจำกัด การตัดสินใจต้องรวดเร็ว และทุกจังหวะการเล่นต้องมีความแม่นยำและเฉียบคม”

สำหรับ แอนโธนี่ กอร์ดอน เป็นเด็กปั้นของ เอฟเวอร์ตัน ก่อนย้ายไปอยู่ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ในเดือนมกราคมปี 2023 โดยมีสถิติการลงเล่นในพรีเมียร์ลีกกับทั้ง 2 สโมสร 176 นัด ทำไป 31 ประคู กับ 26 แอสซิสต์

โอนานา ปล่อยประตูโล่งออกมาเล่นยึก ๆ ยัก ๆ ก่อนเปิดบอลเสียจนเกือบโดนยิงไกล

นายด่านชาวแคเมอรูนของแทร็ปซอนสปอร์ ออกมาไกลปล่อยประตูโล่ง ๆ แล้วเปิดบอลเสียจนเกือบโดนยิงไกลแต่ยังดีที่ไม่เข้า

เกือบไปแล้ว

หลัง เซนเน่อ ลัมเมนส์ เข้ามายึดมือหนึ่งของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้ อังเดร โอนานา นายด่านชาวแคเมอรูนต้องย้ายไปอยู่กับ แทร็ปซอนสปอร์ ทีมในลีกตุรกีด้วยสัญญายืมตัวอีกหนึ่งซีซั่น

โอนานา ขึ้นชื่อเรื่องการออกมาเล่นลูกเท้าได้ดีมาแต่ไหนแต่ไร แต่ก็มีช็อตที่พลาดกันบ้าง อย่างล่าสุดเจ้าตัวเกือบทำ แทร็ปซอนสปอร์ เสียประตูด้วยการเล่นแบบที่เขาถนัด

หลังออกมาเล่นนอกกรอบซะไกลตรงริมเส้นฝั่งขวา แล้วทำท่ายึก ๆ ยัก ๆ ไม่มั่นใจว่าจะเล่นยังไง ก่อนที่สุดท้ายจะเปิดบอลขวางสนามแล้วโดนนักเตะของ อาเหม็ดสปอร์ ทีมคู่แข่งตัดได้

จังหวะนั้น โอนานา ที่ออกมาไกลจัด ๆ ทำให้ประตูไม่มีใครเฝ้า ผู้เล่นของ อาเหม็ดสปอร์ เลยชิงจังหวะลักไก่ยิงไกลแบบที่ว่าถ้าตรงกรอบนี่เข้าแน่ ๆ แต่ยังดีที่สุดท้ายบอลมันไม่ตรงกรอบแล้วออกหลังไป โอนานา เลยรอดตัว

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะรอดพ้นจากจังหวะนี้ไปได้ แต่ในเกมนี้ แทร็ปซอนสปอร์ ของ โอนานา ที่นำไปก่อนก็กลับมาแพ้ให้กับ อาเหม็ดสปอร์ 1-2 ช่วงนาทีบาป

Big Sam: The Musical : ละครเวทีเชิดชู แซม อัลลาร์ไดซ์ ที่อำนวยการสร้างโดยแฟนบอลโบลตัน

แซม อัลลาร์ไดซ์ คือหนึ่งในกุนซือมากประสบการณ์ของวงการฟุตบอลอังกฤษ กับสถิติการคุมทีมในพรีเมียร์ลีก 541 นัด กับหลากหลายสโมสร รวมถึงผ่านการคุมทัพสิงโตคำรามมาแล้ว 1 นัด

แต่ผลงานการคุมทีมที่โดดเด่นที่สุดสำหรับ “บิ๊กแซม” คือการคุม โบลตัน วันเดอเรอร์ส ระหว่างปี 1999-2007 จนทำให้เขากลายเป็นตำนานของสโมสรแห่งนี้ ถึงขนาดที่แฟนบอลรายหนึ่งเตรียมทำละครเวทีเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา

ละครเวทีเรื่อง “Allardici’s: The Big Sam Musical” ที่มีกำหนดแสดงในปี 2028 มีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง? ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ที่นี่

แซม อัลลาร์ไดซ์ กับ โบลตัน

แซม อัลลาร์ไดซ์ ถูกแต่งตั้งเป็นกุนซือของ โบลตัน วันเดอเรอร์ส ในปี 1999 ก่อนจะพาทีมฉายา “เดอะ ทร็อตเตอร์ส” เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในฤดูกาล 2000-01 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรแห่งนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

ภายใต้การคุมทีมของ อัลลาร์ไดซ์ โบลตัน ได้เปลี่ยนสถานะจากทีมที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ให้กลายเป็นทีมที่อยู่ในพรีเมียร์ลีกได้อย่างมั่นคง โดยพวกเขาไม่เคยจบกว่าอันดับที่ 8 เป็นเวลา 4 ฤดูกาลติดต่อกัน ระหว่างฤดูกาล 2003-04 ถึง 2006-07

โดยผลงานชิ้นโบว์แดงคือการพา โบลตัน ทะลุชิงลีกคัพในฤดูกาล 2003-04 แม้สุดท้ายจะแพ้ให้ มิดเดิลสโบรห์ แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของอะไรหลาย ๆ อย่าง จนในฤดูกาลถัดมาพวกเขาสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการจบอันดับที่ 6 และคว้าสิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลยุโรปได้สำเร็จ

แต่แล้วในเดือนเมษายน 2007 ก็การเรื่องสุดช็อค เมื่อ อัลลาร์ไดซ์ ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งก่อนที่ฤดูกาลจะจบลงเพียง 2 นัดเท่านั้น ฝากผลงานการคุมทีม 365 นัดรวมทุกรายการ ในระยะเวลาเกือบ 8 ปี และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โบลตัน ก็ไม่เคยกลับไปอยู่จุดนั้นได้อีกเลย

“หลังจากช่วงเวลาเกือบ 8 ปีอันทรงเกียรติกับ โบลตัน วันเดอเรอร์ส ผมขอประกาศว่าหลังจากได้ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนและหารือร่วมกับครอบครัวรวมถึงผู้บริหารระดับสูงของสโมสรแล้ว ผมตัดสินใจที่จะลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมโดยมีผลทันที” อัลลาร์ไดซ์ กล่าวในวันนั้น

“เราได้ข้อสรุปร่วมกันว่าผมควรลงจากตำแหน่งในเวลานี้แทนที่จะรอจนจบฤดูกาล เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่จะมารับช่วงต่อได้สัมผัสกับกระบวนการเตรียมทีมและบรรยากาศก่อนการแข่งขันจริง ซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมที่ดีสำหรับฤดูกาลหน้า”

“การตัดสินใจอำลาสโมสรแห่งนี้ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านทางจิตวิญญาณของผมมานานกว่า 18 ปี ทั้งในฐานะนักเตะและผู้จัดการทีม ถือเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของผม”

Allardici’s: The Big Sam Musical
แม้จะไม่มีแชมป์ติดไม้ติดมือ แต่จากผลงานดังกล่าวเพียงพอที่จะทำให้ อัลลาร์ไดซ์ มีสถานะเป็นตำนานของสโมสรแห่งนี้ จนทำให้ เจมี่ วอลช์ แฟนบอลของโบลตัน ผู้ซึ่งมีอาชีพเป็นนักเขียน โปรดิวเซอร์และผู้ก่อตั้งของบริษัท Small Talk Productions เตรียมดำเนินการสร้างละครเวทีเพื่อเป็นเกียรติแก่กุนซือจอมเก๋าผู้นี้

“อยู่ดีๆ ‘บิ๊กแซม’ ก็กลายเป็นเป้าถูกล้อเลียน โดยถูกมองว่าเป็นผู้จัดการทีมที่เน้นแต่การโยนบอลยาวและทำทีมสไตล์โบราณ ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันไม่เป็นความจริงเลยสักนิด” เจมี่ วอลช์ กล่าวกับ The Bolton News

“ผมเป็นแฟนบอลของ โบลตัน วันเดอเรอร์ส มาตลอดชีวิต และช่วงเวลาที่เขาคุมทีมนั้นถือเป็นยุคที่ยอดเยี่ยมมาก ทั้งเกมรุกที่เร้าใจ นักเตะระดับโลก และความรู้สึกที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้ ผมอยากจะถ่ายทอดและเฉลิมฉลองเรื่องราวเหล่านั้นออกมา”

“โปรเจกต์ ‘Allardici’s’ นี้เป็นการผสมผสานสิ่งที่ผมรักมากที่สุดสองอย่างเข้าด้วยกัน นั่นคือความคิดสร้างสรรค์และ โบลตัน ผมจึงอยากให้แฟนบอลจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้มาตั้งแต่จุดเริ่มต้นเลย”

ละครเวทีเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคำสุดโด่งดังของ อัลลาร์ไดซ์ ซึ่งพูดว่า “ผมคงไม่มีวันได้คุมทีมระดับท็อปโฟร์หรอก เพราะผมไม่ได้ชื่อ แซม อัลลาร์ดิชี่ แต่ชื่อแซม อัลลาร์ไดซ์”

โดยไอคำว่า “อัลลาร์ดิชี่” (Allardici’s) จะถูกนำมาดัดแปลงเป็นชื่อบาร์สมมติในละครเวทีเรื่องนี้ ซึ่ง ณ ตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องอย่างละเอียดจากผู้จัด แต่ที่แน่ ๆ จะเป็นช่วงเวลาที่ แซม อัลลาร์ไดซ์ คุมทีม โบลตัน

“แซม เป็นบุคคลที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนำมาถ่ายทอดเป็นตัวละคร เขาเป็นคนที่มีบุคลิกโดดเด่นและมีสีสันจัดจ้านราวกับหลุดออกมาจากนิยาย” เจมี่ วอลช์ กล่าวเสริมกับ

“ช่วงต้นสัปดาห์เราใช้เวลาไปกับการสำรวจตัวละครสมมติ แต่พอถึงช่วงท้ายสัปดาห์ แซม ตัวจริงก็แวะเข้ามาหาเรา และเราก็พบว่าสิ่งที่เราทำไว้นั้นไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงเท่าไรนัก”

“เขาหัวเราะชอบใจเมื่อได้เห็นสิ่งที่เราทำ แต่ก็พูดในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาว่า ‘มันต้องไม่ออกมาห่วยแตกนะ’ เพียงแต่คำที่เขาใช้จริง ๆ ไม่ใช่คำว่า ‘ห่วยแตก’ หรอก”

ทั้งนี้ละครเวทีเรื่องนี้จะเปิดการแสดงรอบปฐมทัศน์ในปี 2028 ส่วน วัน เวลา และสถานที่จัดการแสดงยังต้องรอการคอนเฟิร์มอย่างเป็นทางการกันอีกครั้ง

จากเด็กทดสอบแข้งผู้ถูกมองข้าม สู่ตำนานค่าตัวขายสูงสุดตลอดกาลของอาร์เซนอล: เส้นทางชีวิต กาเบรียล มาร์ติเนลลี

เด็กชายจากอิตู และรอยแผลจากความผิดหวัง

ย้อนกลับไปในยุคที่วงการฟุตบอลบราซิลเต็มไปด้วยดาวรุ่งระดับปรากฏการณ์ ชื่อของ กาเบรียล มาร์ติเนลลี (Gabriel Martinelli) ไม่เคยอยู่ในรายชื่อลำดับต้น ๆ ของแมวมองระดับโลก เขาเริ่มต้นเส้นทางลูกหนังจากการเล่นฟุตซอลกับคอรินเธียนส์ ก่อนจะย้ายไปเติบโตในระบบเยาวชนของ อิตูอาโน (Ituano) สโมสรเล็ก ๆ ในศึกซีรีดี หรือลีกระดับดิวิชัน 4 ของบราซิล

ด้วยวัยเพียง 16 ปี มาร์ติเนลลีฉายแววความเร็วและการวิ่งไร้บอลอย่างชาญฉลาดจนถูกส่งไปทดสอบแข้งกับยักษ์ใหญ่ในยุโรป เขาเดินทางไปแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึง 4 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 2 ปี และเคยได้รับโอกาสเข้าไปฝึกซ้อมในศูนย์ฝึกลา มาเซีย ของบาร์เซโลนาอีกด้วย แต่สุดท้าย บทสรุปที่เขาได้รับกลับมีเพียงคำปฏิเสธและตั๋วเครื่องบินเที่ยวกลับเซาเปาโล ไม่มีสัญญาอาชีพ ไม่มีคำสัญญา และไม่มีการเหลียวมองจากยอดทีมแห่งยุโรป

ทว่า มาร์ติเนลลีในวัยเยาว์กลับไม่เคยปล่อยให้ความผิดหวังมากำหนดอนาคต เขากลับมามุ่งมั่นกับอิตูอาโน ถล่มประตูในศึกการแข่งขันรัฐเซาเปาโล (Campeonato Paulista) และคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์มาครองได้สำเร็จ การละเลยของยักษ์ใหญ่หลายทีมกลายเป็นโอกาสทองของ อาร์เซนอล ภายใต้การประสานงานของ ฟรานซิส คาจิกาโอ แมวมองตำนาน และ เอดู กัสปาร์ ผู้อำนวยการเทคนิคในขณะนั้น ที่มองเห็น “เปลวไฟ” ในตัวเด็กหนุ่มคนนี้ และตัดสินใจควักเงินเพียง £6 ล้านดึงตัวเขามาร่วมทีมในฤดูร้อนปี 2019

วินาทีแจ้งเกิด และสปิริตสายฟ้าแห่งลอนดอนเหนือ

เมื่อก้าวเท้าสู่เอมิเรตส์ สเตเดียม มาร์ติเนลลีถูกคาดหมายว่าจะเริ่มพัฒนาฝีเท้ากับทีมชุดอคาเดมี่ก่อน แต่เพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ในสนามซ้อม เขาทำให้ อูไน เอเมรี และเพื่อนร่วมทีมทุกคนต้องตกตะลึงด้วยทัศนคติและความขยันที่ไม่เหมือนใคร เขาวิ่งไล่บอลอย่างบ้าคลั่งในทุกจังหวะ และเล่นด้วยพลังงานที่เต็มร้อยเสมอ

จังหวะแจ้งเกิดที่ถูกจารึกไว้ในความทรงจำของแฟนบอลปืนใหญ่ทั่วโลก เกิดขึ้นในเกมพรีเมียร์ลีก นัดเยือน เชลซี ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อเดือนมกราคม 2020 ในสถานการณ์ที่อาร์เซนอลเหลือผู้เล่น 10 คน มาร์ติเนลลีสปีดตัดบอลจากหน้าเขตโทษตัวเอง สับเกียร์ควบควบลูกฟุตบอลระยะทางกว่า 67 หลา ฉวยโอกาสจากจังหวะล้มลุกคลุกคลานของ เอ็นโกโล ก็องเต ก่อนจะแปบอลผ่านมือเกปา อาร์ริซาบาลากา เข้าไปอย่างนิ่งสงบ ประตูดังกล่าวไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความเร็วระดับสายฟ้า แต่ยังสะท้อนถึงจิตใจที่แข็งแกร่งเกินวัยของเขา

เมื่อการมาถึงของ มิเกล อาร์เตตา (Mikel Arteta) มาร์ติเนลลีต้องเผชิญกับบททดสอบเรื่องการปรับตัวและอาการบาดเจ็บหัวเข่าที่รุนแรงจนต้องพักยาวถึง 6 เดือน แต่อาร์เตตากลับมองเห็นเนื้อแท้ของเด็กคนนี้ “เขามีความซาบซึ้งในโอกาส และรักฟุตบอลอย่างถวายหัว” อาร์เตตานำมาร์ติเนลลีมาเจียระไนอย่างพิถีพิถัน ปรับการตัดสินใจในพื้นที่สุดท้าย และเปลี่ยนจากดาวรุ่งสายดุดันให้กลายเป็นปีกซ้ายระดับท็อปของโลก มาร์ติเนลลีกลายเป็นคีย์แมนสำคัญในฤดูกาล 2022/23 ที่ระเบิดฟอร์มยิงไปถึง 15 ประตูในพรีเมียร์ลีก นำพาอาร์เซนอลกลับคืนสู่เวที ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก และก้าวขึ้นไปลุ้นแชมป์ลีกอย่างเต็มตัว

ตลอดระยะเวลา 7 ปีเต็มในสีเสื้ออาร์เซนอล มาร์ติเนลลีลงสนามรับใช้สโมสรไปทั้งสิ้น 278 นัด ทำได้ 62 ประตู กับอีก 38 แอสซิสต์ ร่วมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ และ คอมมิวนิตี ชิลด์ สร้างความรักและความเคารพจากแฟนบอลปืนใหญ่ทั่วโลกด้วยความทุ่มเทอย่างไม่มีเงื่อนไข

สถิติใหม่ของสโมสร การลาก่อน และมูลค่าอันยิ่งใหญ่

เมื่อฟุตบอลเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ในปี 2026 อาร์เซนอลเริ่มกระบวนการปรับโครงสร้างทีมและแนวรุกอีกครั้ง ขณะเดียวกัน อัล ฮิลาล (Al-Hilal) มหาอำนาจแห่งซาอุดี โปรลีก ที่กำลังมองหาผู้เล่นระดับเวิลด์คลาสในวัยพีค ได้ยื่นข้อเสนอสุดงามที่ยากจะปฏิเสธให้ทั้งสโมสรและตัวนักเตะ

การเจรจาลุล่วงไปได้ด้วยดีด้วยมูลค่าการย้ายทีมที่สูงถึง £55.7 ล้าน (รวมโบนัสตามเงื่อนไขทะลุ €65 ล้าน – €70 ล้าน) การย้ายทีมครั้งนี้ได้ทำลายสถิติเดิมของการขายผู้เล่นที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรอาร์เซนอลลงอย่างสิ้นเชิง (แซงหน้าสถิติเดิม £35 ล้าน ของ อเล็กซ์ ออกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ที่ย้ายไปลิเวอร์พูลเมื่อปี 2017 และสถิติของ อเล็กซิส ซานเชซ)

หากมองในเชิงตัวเลข อาร์เซนอลสร้างกำไรจากการลงทุนในตัวมาร์ติเนลลีได้มากกว่า 9 เท่าตัว จากดาวรุ่งราคา £6 ล้าน สู่ทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่สโมสรเคยขายออก แต่ในเชิงคุณค่าทางจิตใจ มาร์ติเนลลีได้ทิ้งมรดกอันยิ่งใหญ่ไว้ที่เอมิเรตส์ สเตเดียม

การเดินทางของ กาเบรียล มาร์ติเนลลี กับอาร์เซนอล อาจจบลงที่ตัวเลขสถิติอันยิ่งใหญ่ แต่สิ่งที่คงอยู่ตลอดไปในใจของแฟนบอลปืนใหญ่ คือภาพของเด็กหนุ่มผู้ไม่เคยหยุดวิ่ง และหัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อทุกอุปสรรคบนเส้นทางลูกหนัง และเขาคือตัวแทนของความพยายาม การไม่ยอมแพ้ต่อคำปฏิเสธ และเป็นหลักฐานชั้นดีว่า เด็กหนุ่มจากลีกดิวิชัน 4 ของบราซิล สามารถก้าวขึ้นมาเป็นตำนานและสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้ด้วยหยาดเหงื่อของตัวเอง

มาเอาก่อน! บรูโน เดินเพลิน ๆ จนลืมตัวโดนกรรมการเรียกไปรับบอลแฮตทริกกลับบ้าน

มิดฟิลด์ทีมชาติโปรตุเกสเดินเพลิน ๆ หลังคว้าสามแต้มแรกจนลืมเอาบอลแฮตทริก ทำเอากรรมการถึงกับต้องตะโกนเรียกเตือนให้มารับ

มาเอาไปด้วย!

ในเมื่อฟอร์มเก่งมา ผลงานของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ดีตามไปด้วยสำหรับ บรูโน แฟร์นันด์ส มิดฟิลด์ทีมชาติโปรตุเกส ที่เมื่อคืนกดแฮตทริกกับหนึ่งแอสซิสต์พาปีศาจแดงชนะ อิปสวิช ทาวน์ 5-2

และเมื่อทำแฮตทริกได้ ตามปกติแล้วนักเตะคนนั้น ๆ จะได้รับลูกฟุตบอลในแมตช์นั้นกลับบ้านไปเป็นที่ระลึกว่ายิงได้ถึง 3 ประตู ทว่า บรูโน เกือบจะไม่ได้เอากลับแล้ว

หลังเดินจับมือกับเพื่อนร่วมทีมและนักเตะของ อิปสวิช จนเพลินจะเข้าห้องแต่งตัวอยู่แล้ว แต่ยังดีที่ เคร็ก พอว์สัน ผู้ตัดสินที่ 1 ในเกมนี้ตะโกนเรียก บรูโน ให้กลับมาเอาลูกบอลของตัวเองไปก่อน

ก่อนที่ บรูโน จะกลับไปเอาด้วยสีหน้ายิ้มเขิน ๆ ที่โฟกัสกับ 3 แต้มแรกของฤดูกาลจนลืมลูกบอลที่ตัวเองต้องได้กลับบ้านไปเลย ทำให้กลายเป็นช็อตฮา ๆ ที่แฟนบอลในโซเชียลชื่นชอบและเอามาแซวกันอยู่ในตอนนี้

สำหรับโปรแกรมต่อไปของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พวกเขามีคิวจะต้องบุกไปเยือน เอฟเวอร์ตัน ในเกมพรีเมียร์ลีกคืนวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายนที่จะถึงนี้ เวลา 20.00 น.

เด่นทั้งรุกและรับ! มาเรสก้า ชม แชร์กี ฟอร์มสุดเพอร์เฟค เกมถล่ม พาเลซ 4-1

กุนซือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชื่นชมลูกทีมอย่าง รายาน แชร์กี ว่าชมฟอร์มได้อย่างไร้ที่ติ เกมบุกถล่ม คริสตัล พาเลซ 4-1

เด่นทั้งรุกและรับ

สุดสัปดาห์ก่อน รายาน แชร์กี ลงมาทำ 2 แอสซิสต์ ให้ แมนฯ ซิตี้ พลิกนรกคว้าชัยอย่างดราม่า และสัปดาห์นี้เจ้าตัวก็ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างสะเด่าเร้าใจ ช่วยต้นสังกัดบุกไปถล่ม คริสตัล พาเลซ 4-1

เกมเมื่อคืนนี้ แชร์กี ที่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเกมแรกของฤดูกาล ซัดคนเดียว 2 ประตู ซึ่งรวมถึงการแหวกไปยิงสุดเหนือชั้นในนาทีที่ 54 จนคว้ารางวัล man of the match ไปครอบครอง

หลังจบเกม เอ็นโซ มาเรสก้า ได้ออกมาชื่นชมฟอร์มของลูกทีมรายนี้ว่าเล่นได้อย่างโดดเด่นทั้งเกมรุกและรับ หลังมีส่วนสำคัญกับชัยชนะทั้ง 2 นัด ของ “เรือใบสีฟ้า”

“แน่นอนว่าเขาต้องมีความสุขกับฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมของตัวเอง ไม่ใช่แค่เพราะการทำได้ 2 ประตู แต่รวมถึงการเคลื่อนที่และบทบาทของเขาในจังหวะที่ไม่มีบอลด้วย” มาเรสก้า กล่าว

“เขาเป็นคนรับหน้าที่กดดันคู่แข่งในจังหวะที่ พาเลซ ครองบอล ถือเป็นเกมที่สมบูรณ์แบบสำหรับเขาทั้งในยามที่มีบอลและไม่มีบอล”

“เขาเป็นคนที่รักฟุตบอลมาก ทำให้การทำงานร่วมกับเขานั้นง่ายขึ้นเยอะ เขาคือ รายาน เขาก็เป็นแบบนี้แหละ เรารู้ดีว่าเขาเก่งแค่ไหนและมีคุณภาพฝีเท้าอย่างไร ในเวลานี้เขากำลังช่วยทีมได้มาก และจะยังคงเป็นกำลังสำคัญของทีมต่อไปในอนาคต”

นัดต่อไป แมนฯ ซิตี้ จะได้กลับไปเล่นในบ้านอีกครั้ง โดยจะต้อนรับการมาเยือนน้องใหม่อย่าง โคเวนทรี ซิตี้ ในวันเสาร์ที่ 5 กันยายนนี้ เวลา 21.00 น.